บินเดียว ไปเปรี้ยวแดนโสม – เจาะลึก ทัวร์เกาหลี โซล/เกาะนามิ 5 วัน 3 คืน

บินเดียว ไปเปรี้ยวแดนโสม – เจาะลึก ทัวร์เกาหลี โซล/เกาะนามิ 5 วัน 3 คืน

ทัวร์เกาหลี

หากพูดถึงประเทศเกาหลีใต้ หลายคนน่าจะคุ้นเคยประเทศนี้เป็นอย่างดี

ในฐานะแผ่นดินต้นกำเนิดนักร้อง/ศิลปินที่คนฮิตไปทั่วโลกอย่าง PSY (กังนัมสไตล์), Wonder Girls, Girls’ Generation หรือแม้กระทั่งภาพยนตร์ซีรีย์ต่างๆ ที่ดังเป็นพลุแตก (อย่างล่าสุดก็เรื่อง Descendants of the Sun ของหนุ่มซงจุงกิ ขวัญใจสาวๆบ้านเรา)

เรียกได้ว่าอุตสาหกรรมบันเทิงของเค้าเนี่ย เฟื่องฟูมากๆ ส่งผลให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเกาหลีเติบโตขึ้นมากๆตามไปด้วย

และจากเกาหลีฟีเวอร์เมื่อหลายปีก่อน จนถึงทุกวันนี้ คนไทยก็นิยมเดินทางไปเที่ยวเกาหลีกันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเงินแค่หลักหมื่น ก็ไปเที่ยวได้แล้ว (ถือว่าไม่แพงเลยสำหรับประเทศที่เจริญระดับเกาหลี)

เข้าเรื่องกันดีกว่าครับ ช่วงเดือนมีนาคม 2016 ที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปเที่ยวประเทศเกาหลีใต้ ถือเป็นครั้งแรกของผมบนเกาะเกาหลีเลย เพราะที่บ้านไปกันหมดแล้ว เลยต้องไปคนเดียว (แอบตื่นเต้นนิดๆ) โดยมีพี่เต๋อเป็นแรงบันดาลใจจากเรื่องกวนมึนโฮ ฮ่าๆ

ตอนแรกผมชั่งใจเรื่องไปเที่ยวเอง/ซื้อ ทัวร์เกาหลี แต่ลำพังแค่ค่าตั๋วเครื่องบินที่พักก็เกินค่าทัวร์ไปเยอะแล้ว เลยตัดออปชั่นนี้ทิ้งไป สุดท้ายเลือกไปกับ ทัวร์เกาหลี ด้วยราคาและความสะดวกสบายเรื่องการเดินทาง

ก่อนเดินทางผมซื้อทัวร์กับบริษัทแห่งหนึ่ง โปรแกรมทัวร์ชื่อว่า Easy Korea Spring เกาหลี – เกาะนามิ – ปั่นจักรยานเรลไบค์ – ไร่สตรอเบอร์รี่ 5 วัน 3 คืน

ส่วนใหญ่โปรแกรมที่ไปเที่ยวโซล จะเน้นเที่ยวโซลกับเกาะนามิเหมือนกันทุกที่ครับ ต่างกันที่โปรแกรมปลีกย่อยอื่นๆ เช่น ปั่นจักรยานเรลไบค์ เที่ยวหมู่บ้านฝรั่งเศส (บางโปรแกรมไปขึ้นเขาซอรัคซาน & เท็ดดี้แบร์ฟาร์ม แทน) ถ้าเป็นช่วงฤดูหนาวก็จะพาไปเล่นสกี

รีวิวนี้จะเน้นเล่าเรื่องด้วยภาพเป็นหลัก พร้อมแทรกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยลงไประหว่างการเดินทาง ผมหวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจไปเที่ยวเกาหลีนะครับ

 

สำหรับใครที่เล่น Social สามารถเข้ามาพูดคุยกับผมได้ตามลิงค์ด้านล่างครับ
Facebook -> https://www.facebook.com/thetouristdiary/
Website -> http://www.thetouristdiary.com/

 

============

Note: โปรแกรมแบบที่ผมไป ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 12,000 – 18,000 บาทต่อคน ราคาค่อนข้างผันแปร แล้วแต่ฤดูกาลครับ ถ้าช่วงเทศกาล/วันหยุดยาวจะแพงกว่า อย่างของผมเดินทางคนเดียว ถ้าพักเดี่ยว ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก (โชคดีตอนจองได้ราคาไม่แพงมาก บวกลบแล้วก็พอได้อยู่) ทางที่ดีไปกัน 2 คน ได้ราคาถูกกว่าม๊ากก

** สาเหตุที่ได้ราคาถูกกว่าไปเอง ก็เพราะว่า รัฐบาลเกาหลี สนับสนุนให้คนมาเที่ยวเยอะๆ แลกกับการต้องเข้าศูนย์โสม ศูนย์สมุนไพร ร้านเครื่องสำอาง ฯลฯ ของประเทศเค้า เป็นการแลกเปลี่ยน แต่เค้าไม่บังคับให้เราซื้อนะครับ !!! เข้าไปฟังเฉยๆ ซื้อไม่ซื้อก็ได้ อยู่ที่เรา

Day 1 – กรุงเทพ (สุวรรณภูมิ)

ผมไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิก่อนสามทุ่มก่อนเวลานัดเกือบชั่วโมง ระหว่างทางขณะลากกระเป๋าไปเคาน์เตอร์เช็คอิน เจอสาวเอเชียสองคนระหว่างรอลิฟต์ ท่าทางดูงงๆไม่คุ้นกับสถานที่เท่าไร ผมเริ่มทักทายก่อนตามประสาเจ้าถิ่น “จะไปไหนกันหรอครับ” (ทักทายกับเขาเป็นภาษาอังกฤษนะ – พูดไทยกับเค้าก็ไม่รู้เรื่องหรอก แหะๆ) พวกเธอบอกว่า “กำลังจะกลับเกาหลี” (รู้เลยว่าสองคนนี้ เกาหลีชัวร์ๆ) ผมเลยบอกว่า “พอดีเลย ผมกำลังจะบินไปเกาหลีเหมือนกัน” จากนั้นก็คุยกับเค้าเรื่อยเปื่อย ไปเที่ยวไหนมาบ้าง สนุกมั้ย ฯลฯ คุยกันพักนึง เค้าก็โบกมือลาแยกย้ายไปเช็คอินขึ้นเครื่อง ส่วนผมก็ต้องรอไปก่อน (ไปถึงเร็วก็งี้)

ทริปนี้ผมบินกับสายการบิน Jin Air ทั้งไป-กลับ ขาไปเขาให้กระเป๋าน้ำหนัก 15 kg (เอาจริง บวกลบได้นิดหน่อย เฉลี่ยกันกับในทัวร์)

หลังจากรอเช็คอิน เอากระเป๋าโหลดใต้เครื่อง ก็เดินขึ้นบันไดเลื่อนไปสแกนกระเป๋า Security Check ผ่านตม.ขาออก แล้วก็เดินไปที่ Gate ไปแบบชิลๆ


เที่ยงคืนครึ่ง ได้เวลา Boarding พอขึ้นไปบนเครื่องก็ประหลาดใจเล็กๆ เห็นสจ๊วร์ตกับแอร์โฮสเตสแต่งตัว เสื้อเชิ้ตสีเขียวอ่อน กางเกงยีนส์ ดูทะมัดทะแมงมาก เป็นสายการบินนึงที่ผมคิดว่าแต่งตัวได้เป็นเอกลักษณ์ดี

เนื่องจากเป็นสายการบิน Low Cost พอเครื่องออกแล้ว เค้าไม่มีอาหารแจกให้ครับ มีแค่ขนม Snack กับน้ำดื่มนิดหน่อยก่อนเครื่องลง (ส่วนใหญ่พอขึ้นเครื่องแล้วก็หลับปุ๋ยกันทุกคน)

 

Day 2 – อินชอน –หมู่บ้านฝรั่งเศส Petite France- เกาะนามิ – ปั่นจักรยานเรลไบค์

พอเครื่องลง ทุกคนก็เดินไปที่ตม.เช็คคนขาเข้า ไปรับกระเป๋าเหมือนเช่นเคย

พอผ่านจากตม.แล้ว ผมก็ไปรอรับกระเป๋าตรงสายพาน เดินไปเดินมาแถวนั้น เจอคนที่ไปทัวร์ด้วยกัน คุยกันพักใหญ่ จำได้ว่ารอนานมาก จนต้องเดินไปหาคนนำทัวร์ที่มาจากไทย เค้าบอกให้รอแป๊บนึง

อีก 15 นาทีให้หลัง คนก็มาไม่ครบสักที จนกระทั่งคนนำทัวร์เดินมาบอกว่า “เอาล่ะค่ะ ไปขึ้นรถกัน” ผมนี่ยืนขึ้นเลย “ห๊ะ ทั้งกรุ๊ปมีแค่นี้หรอครับ” (ให้ทายว่ากรุ๊ปผมมีกี่คน?)

12 คน !!! จากที่ลงชื่อมา 25 คน หายไปเกินครึ่ง !!

พอได้คุยกับไกด์ เค้าก็บอกว่า เคสแบบนี้เจอบ่อยมากก ส่วนใหญ่ที่หายไปก็เพราะ ถูกกักตัวไว้ที่สนามบิน + ส่งกลับไทย

เนื่องจากช่วงหลังๆ มีคนไทยหลายคนพยายามลักลอบเข้ามาทำงานที่เกาหลี คือทำทีซื้อแพ็คเกจ ทัวร์เกาหลี มา เผื่อฟลุ๊คผ่านตม.เกาหลีมาได้ ก็ชิ่งเลย ทิ้งทัวร์ไปตามทางของตัวเอง

แต่ถ้าโชคร้าย พฤติกรรมน่าสงสัย ก็จะถูกกักตัวไว้ไม่ให้เข้าประเทศ ส่งกลับไทยแล้วขึ้น Blacklist ทันที พอฟังแล้วก็อึ้งมาก ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีแบบนี้ด้วย >.<  เค้าเรียกคนที่หนีไปทำงานว่าเหมือนกับโรบินฮู้ดอ่ะครับ

(เคสของผม อาจจะไม่ได้เจอบ่อยนักนะครับ ส่วนใหญ่ทัวร์เกาหลีคนมักจะเต็มตลอด ไม่ค่อยเจอคนหนีหายไปแบบนี้)

หลังจากผจญภัยกับด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินเสร็จก็เดินไปขึ้นรถบัส พอขึ้นรถ ก็เลือกนั่งได้ตามใจชอบ นั่งได้คนละแถวเลย สบายมาก เพราะคนน้อย ไกด์บอกว่าเคยเจอลูกทัวร์น้อยสุด 4 คน! (ส สะ สี่ คน ยิ่งกว่ากรุ๊ปส่วนตัวอีกน่ะ) ซึ่งแพ็คเกจ ทัวร์เกาหลี ที่นี่ หลายบริษัทในเมืองไทยจะส่งทัวร์ให้ไกด์ท้องถิ่นรับผิดชอบต่อ

ระหว่างนั่งรถจากสนามบิน ทางขวามือ ก็เหลือบไปเห็นสะพานแขวนทอดยาวสุดลูกหูลูกตา

ที่เห็นแว้บไกลๆ นั้นคือ เมืองใหม่ซองโด (Songdo New City) ของเกาหลีเค้านะครับ  โดยเมื่อหลายปีก่อน เกาหลีมีโครงการสร้างเมืองใหม่ โดยวางผังเมืองและจัดการเมืองใหม่ทั้งหมด (ผมพอได้ฟังจากไกด์แล้วก็รู้สึกสนใจมาก)

ช่วงน้ำลง เค้าจะถมดิน เพื่อสร้างเมืองใหม่ ช่วงน้ำขึ้นก็รอ สลับกันไป คือเนรมิตทั้งเมืองขึ้นมาจากที่ไม่มีอะไรอยู่เลย

ซึ่งเมืองใหม่นี้มีถูกยกให้เป็นต้นแบบของเมืองที่ปลอดมลพิษ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จนกระทั่งไม่นานมานี้ เมืองใหม่ซองโดก็สร้างเสร็จมบูรณ์ โดยมีสะพานอินชอนเชื่อมต่อระหว่างสนามบินอินชอนกับเมืองใหม่

ตอนนี้เค้านะจะเปิดให้คนเดินทางไปเที่ยวได้นะ

รายละเอียดเพิ่มเติม http://songdoibd.com/

 

ก่อนเดินทางไปเที่ยว เริ่มต้นมื้อแรกของวัน ด้วยอุด้งร้อนๆ ทานคู่กับกิมจิ หัวไชเท้าดองและข้าวปั้นญี่ปุ่น (เอ้าซู้ดด)

 

โปรแกรมแรกของวัน ไปเที่ยวที่ Petite France Village หมู่บ้านฝรั่งเศสหรือหมู่บ้านเจ้าชายน้อย

หมู่บ้านสีสันสดใส เป็นโลเกชั่นถ่ายรูป/ถ่ายซีรี่ย์หลายๆเรื่อง โดยมีคอนเซปต์การสร้างมาจาก “ดวงดาว, ดอกไม้ และ เจ้าชายน้อย”


มีเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงที่นี่ ได้โอกาสเดินไปสำรวจรอบๆ


เดินไปจนสุดแล้วจะมีบันไดขึ้นไปชมวิวหมู่บ้านจากด้านบนครับ บรรยากาศเหมือนเราอยู่ในเมืองเทพนิยาย

วิวสวยมาก ด้านหลังเห็นทะเลสาบ + ภูเขา



จุดถ่ายรูปน่ารักๆเยอะแยะเต็มไปหมด



ที่นี่ยังเป็นหมู่บ้านวัฒนธรรมของฝรั่งเศสอีกด้วยครับ วัยรุ่นเกาหลีชอบมาเดินตอนกลางคืนกัน เพราะมีประดับไฟสวยงามมาก

ใครที่เป็นแฟนตัวละคร เจ้าชายน้อย ไม่ควรพลาดครับ

 

มื้อเที่ยงวันนี้ >> ทัคคาลบี้ หรือไก่บาร์บีคิวผัดซอสเกาหลี


วิธีทำ เอาไก่ที่หมักคลุกเคล้าให้เข้ากับผักพวกมันหวาน ผักกะหล่ำ กระเทียม และซอสพริกไทยแดงเกาหลี ที่เรียกว่าโกชูจัง ให้รสชาติเผ็ด หวาน เค็ม เปรี้ยว เวลากิน จากนั้น เอาข้าวสวย/เส้นมาม่าลงมาผัดในกระทะ เวลากิน ห่อกับผักกาดแก้วเกาหลีแล้วเอาเข้าปาก (เหมือนกับทานเมี่ยงคำ) ใส่สาหร่ายอบแห้งลงไปด้วยเข้ากันได้ดีฝุดๆ

หลังจากซัดมื้อเที่ยงจนอิ่มแล้ว ก็ถึงเวลาเบิร์นเอาออก >.< โดยโปรแกรมช่วงบ่ายเราต้องไปออกแรงปั่นๆจักรยานกัน

ซึ่งมันไม่ใช่การปั่นจักรยานทั่วๆไป เพราะเราจะไปปั่นจักรยาน 4 ล้อ แบบพิเศษ Rail Bike ไปตามรางรถไฟ

คันนึงนั่งได้สูงสุด 4 คน แต่ละคนจะมีล้อถีบเป็นของตัวเอง (ใครน้ำหนักเกิน อาจโดนขับไสไล่ส่งไปอยู่คันอื่น 555)

ตลอดเส้นทางเป็นป่า/พุ่มไม้เล็กๆ มีบ้านคนประปรายอยู่สองข้างทาง สุดทางก่อนถึงจุดกลับ เป็นสะพานข้ามแม่น้ำ วิวอลังการล้านแปดจริงๆ

เส้นทางที่ปั่นมีทั้งช่วงขึ้นเนิน-ลงเนิน โดยเราไม่ต้องกังวลช่วงขึ้นเนินครับ เพราะเค้ามีรางไฟฟ้าช่วยผ่อนแรงเรา ไม่ต้องปั่นรถก็ไหลได้เอง

Hi5 ! กับ คนเกาหลีที่คอยดูแลลูกทัวร์เรา

ช่วงที่ผมไป อากาศหนาวมาก ประมาณ 5-6 องศาเซลเซียส มีลมพัดทีนี่ Feel Like 0 องศาหรือติดลบได้เลยครับ ปั่นไปกลับประมาณชั่วโมงนึง ไม่มีเหงื่อเลย ใครไปแนะนำติดแจ็คแก็ตหรือกันหนาวไปก็ดีครับ หนาวจริงๆ เม่าหนาว

รูปปั้นแกะสลักคู่ชาย-หญิง หัวเราะ

 

บ่ายแก่ๆ เราไปเที่ยวเกาะนามิกันครับ

เกาะนามิ หรือ นามิซอม หรือ สาธารณรัฐนามินารา เป็นที่รู้จักและโด่งดังมากจากซีรี่ย์เกาหลีสุดคลาสสิคอย่าง Winter Sonata เพลงรักในสายลมหนาว คนที่ชอบตามรอยซีรีย์เกาหลีมักไม่พลาดมาเที่ยวที่เกาะนี้ครับ

จากแผนที่จะเห็นว่า เส้นทางเดินบนเกาะง่ายมาก ลงเรือปุ๊บเดินไปทางขวา ไปเรื่อยๆ จนถึงจุดตัดตรงสี่แยก จะเป็นจุดที่มีรูปปั้นพระนางของซีรี่ย์อยู่ รวมถึงต้นสนโบราณที่คนชอบไปถ่ายรูปครับ

นั่งเรือข้ามฟากไปเกาะนามิแป๊บเดียว 10 นาทีถึง

มาถึงที่เกาะ ก็ถ่ายรูปหมู่กันก่อน โดยเรานัดเวลาแล้วมาเจอกันที่ซุ้มประตูนี้ตอนกลับ

อากาศหนาวๆแบบนี้ ที่นั่งรอบกองไฟได้รับความนิยมมากๆ เอามือไปผิงไฟ ช่วยให้อุ่น + บรรเทาอากาศหนาวได้ดีทีเดียวครับ

ถ่ายกะป้ายซะหน่อย

ทางเดินเป็นต้นไม้สูงๆสองฝั่ง มีฟาร์มสัตว์ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว แล้วก็ร้านค้าร้านอาหารตลอดสองข้างทาง

ระหว่างทางเจอกระรอกน้อยกำลังแทะเปลือกข้าวโพด มันขยับตัวเร็วมาก เก็บภาพแทบไม่ทัน

ถึงแล้วครับ! ไฮไลท์สำคัญของเกาะนามิ

รูปปั้นโลหะขนาดเท่าตัวจริงของ คู่พระนางจากเรื่อง Winter Sonata (เบยองจุน & ชอยจีวู)

ถนนสายต้นสนโบราณที่ทุกคนต้องมาถ่ายรูป ไม่งั้นเหมือนมาไม่ถึง

ช่วงที่เดิน มีร้านขายอาหาร/ขนมอยู่เป็นระยะๆครับ หนาวๆแบบนี้ เลยอุดหนุนซาลาเปาร้อนๆมาลูกนึง

หนาวจริงอะไรจริง

ขากลับ เจอนกกระจอกเทศ เดินไปเดินมาอยู่ในฟาร์ม ออกมาทักทายนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี นอกจากนกกระจอกเทศแล้ว ที่เกาะนามิยังมีสัตว์อื่นๆอีกเช่น กวาง กระต่าย นกหัวขวาน นกเป็ดน้ำ ห่านป่า ตัวตุ่น แต่พวกนี้ไม่ค่อยออกมาช่วงหน้าหนาวครับ

นกกระจอกเทศเจ้าถิ่นค่อนข้างดุ (จนต้องมีป้ายเตือน) อย่าเข้าไปใกล้มันเชียวนะ

นอกจากพวกสัตว์ ที่เกาะนามิ ยังอุดมไปด้วยต้นไม้นานาชนิด ทั้งต้นสนเกาหลี ซากุระ แปะก๊วย เมเปิ้ล และอื่นๆอีกมาก เรียกได้ว่า มาฤดูไหนก็สวย + มีเสน่ห์แตกต่างกันไป โดยเฉพาะฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ที่จะต้นไม้เต็มไปด้วยสีแดง เหลือง ส้ม ทั่วทั้งเกาะ

จะว่าไปตอนที่ผมไปเป็นช่วงปลายหน้าหนาวแล้ว (ปีนี้หนาวนานมาก) นักท่องเที่ยวเลยไม่หนาตาเท่าที่ควร

ไกด์บอกว่าอีก 1-2 อาทิตย์จะเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิแบบจริงๆ (ดอกซากุระจะบานเต็มที่ช่วงนั้น และคนจะแน่นมาก)

เอาจริงๆ ที่เกาะนามิ เราสามารถเดินสำรวจได้ทั่วๆเลยครับ มีอะไรให้ดูเยอะมาก (อยู่เที่ยวครึ่งวันยังได้) แต่ถ้ามากับทัวร์ต้องทำเวลาหน่อย เพราะเวลาค่อนข้างจำกัดครับ แนะนำให้เดินไปจนสุดทางที่มีรูปปั้นกับต้นสนโบราณก่อนแล้วค่อยเดินย้อนกลับมา จะได้ไม่พลาดไฮไลท์สำคัญของเกาะนี้

สำหรับผมแล้ว เกาะนามิ คือดินแดนที่มีทัศนียภาพสวยงามแถมอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความโรแมนติก แนะนำให้คนมีคู่ควรมาเที่ยวด้วยกันสักครั้ง จุ๊บๆ

ตกเย็นก็เริ่มหิว… มื้อค่ำวันนี้เราจะไปทาน Osam หน้าตาคล้ายๆกับสุกี้เกาหลีครับ คือเอาวุ้นเส้น ผักกาดขาว เนื้อหมู และปลาหมึก ใส่ลงไปในหม้อต้มแล้วรอให้สุกจนทานได้ น้ำซุปรสชาติออกหวานๆหน่อย เมนูสุขภาพ ทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือเครื่องเคียงเกาหลี แหล่มเลย

 

Day 3 – วัดวาวูจองซา – ไร่สตรอเบอร์รี่ – สวนสนุกเอเวอร์แลนด์–กรุงโซล-N Seoul Tower-ตลาดทงแดมุน

โปรแกรมเช้าวันนี้ เรามุ่งหน้าสู่เมืองยงฮิน จังหวัดเคียงคีโด เพื่อไปไหว้พระที่วัดวาวูจองซา (Waujeongsa Temple)

ลงจากรถก็เจอน้องหมาวิ่งมาทักทาย แฮ่! ไซบีเรียนฮัสกี้

ประวัติคร่าวๆ วัดนี้สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1970 โดยนักบวชแฮด๊อกเพื่อแสดงการตอบแทนความเมตตากรุณาของพระพุทธเจ้าในการรวมประเทศ

ภายในมีรูปสลักสะสมจากพุทธศาสนิกชนทั่วโลกมากกว่า 3,000 ชิ้น โดยหนึ่งในรูปสลักที่มีชื่อเสียงมากที่สุด คือ เศียรของพระพุทธรูปสีทองขนาดยักษ์ ความสูง 8 เมตร วางอยู่บนกองหินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าวัดและได้รับการบันทึกลงกินเนสบุ๊คให้เป็น “รูปสลักที่ทำจากไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” (มองเผินๆไม่เหมือนทำจากไม้เลยสักนิด)

ด้านหน้าของเศียรพระพุทธรูปจะเป็นสระน้ำ ซึ่งมีพระองค์เล็กๆวางเรียงตัวอยู่รอบๆสระ ยาวไปจนถึงกองหินที่เป็นฐานของเศียรพระพุทธรูป

รูปปั้นหินสลักนกฮูกแม่กับลูก แปลกตาดี

ที่นี่เราสามารถทำบุญซื้อหลังคาวัด แล้วให้เขียนชื่อบนกระเบื้อง คล้ายๆกับบ้านเรา

นอกจากนี้ภายในวัดยังมีพระพุทธรูปนอนขนาดใหญ่ที่สร้างจากไม้สนจีนที่นำมาจากอินเดีย (ไม่ได้ไปเก็บภาพมาครับ) ใกล้ๆกันจะเห็นทางเดินขึ้นเขา เพื่อไปชมส่วนอื่นๆของวัดได้

ที่นี่คนไทยมาเที่ยวเยอะครับ เราจะเห็นภาษาไทยเกือบทุกจุด

ขึ้นมาชั้นนึงจะเห็นรูปปั้นแกะสลักสัตว์ทั้ง 12 ราศี

จากด้านบนจะเห็นเศียรพระพุทธเจ้าขนาดยักษ์ด้านข้าง (Side View) สวยไปอีกแบบ

อีกขั้นนึงจะมีพระพุทธรูปอยู่ในอาคาร เข้าไปไหว้สักการะได้

ไม่แน่ใจว่าหินบนกระเบื้องมีความหมายอะไรหรือเปล่า? มีใครบอกได้มั่ง
ส่วนผมคิดว่าน่าจะเป็นหนึ่งในความเชื่อของเกาหลีที่ควรวางก้อนหิน ก้อนกรวดบนกระเบื้องแบบนี้

ชั้นบนสุดจะมี พระพุทธรูปปางสมาธิประดิษฐานอยู่ ข้างๆกันเป็นเจดีย์หินซ้อนกันเป็นชั้นๆ

กว่าจะถึงชั้นบนสุดก็เหนื่อยไม่ใช่เล่นๆครับ วิวจากชั้นบน มองลงไป ไม่น่าจะเชื่อว่าเราจะขึ้นมาถึงตรงนี้ได้

 

เสร็จจากวัด เราไปชิมสตรอเบอร์รี่เกาหลีสดๆ ที่ไร่สตรอเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ที่นี่ขนาดใหญ่เบอเริ่ม รสชาติหวานมันดีทีเดียว

ยังมีแยมสตรอเบอร์รี่มาให้ลองชิมกันด้วย

มื้อเที่ยงวันนี้ หมูย่างเกาหลี หรือคาลบี้

คาลบี้ (ไม่ใช่ขนมห่อนะครับ ดักก่อน เผื่อมีคนเล่น XD) เป็นอาหารพื้นเมืองเกาหลี

วิธีทำ เค้าจะเอาเนื้อหมูส่วนที่ติดกับกระดูกหั่นเป็นชิ้นโตๆมาหมักกับเครื่องปรุง จากนั้นนำไปย่างบนตะแกรงเตาถ่าน เวลาย่างเราไม่ต้องย่างให้สุกหรือไหม้จนเกินไป พอจะทานก็ใช้กรรไกรตัดเป็นชิ้นเล็กๆพอคำ วิธีทานเหมือนกับทัคคาลบี้ คือ ทานคู่กับข้าวสวย/เครื่องเคียง หรือ ห่อกับผักแล้วทาน

จากนั้นออกเดินทางสู่เอเวอร์แลนด์ (Everland) สวนสนุกกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเกาหลีใต้ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาและธรรมชาติ

สวนสนุก Everland ถือกำเนิดโดยครอบครัวตระกูล Samsung ที่กว้านซื้อที่บริเวณหุบเขานี้แล้วเนรมิตให้เป็นสวนสนุกขนาดยักษ์ เพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้หลานชายคนแรก (คนรวยทำอะไรก็ไม่ผิดเนาะ ฮ่าๆ)

ด้วยความที่เป็นสวนสนุกขนาดใหญ่ที่สุดในเกาหลี บวกกับเครื่องเล่นที่หลากหลายรวมถึงมีโซนซาฟารีเปิดให้ชมสัตว์กันได้แบบใกล้ๆ สวนสนุกแห่งนี้เลยได้รับความนิยมอย่างมากทั้งจากคนเกาหลีและนักท่องเที่ยวทั่วโลก จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ดิสนี่ย์แลนด์แห่งเกาหลี” เลยทีเดียวครับ

รายละเอียดเพิ่มเติม > http://www.everland.com/web/multi/english/everland/main.html

แผนที่ Everland

แผนที่แบบเต็มๆ http://www.everland.com/web/images/front/multi/english/everland/common/en_everland.pdf

ภายในแบ่งออกเป็น 5 โซนใหญ่ๆ ให้เลือกเล่นกันได้ตามใจชอบ

ตั๋วและแผนที่เข้าสวนสนุก

ขึ้นกระเช้าเคเบิลคาร์ ชมวิวบริเวณโดยรอบ

ส่วนกระเช้าที่นั่งแบบ open air เพื่อลงไปด้านล่างของสวนสนุก (โซน European Adventure กับ Zootopia – 2 โซนเด่นๆของที่นี่)

ถ้าใครชอบพวกสัตว์ อยากเห็นสัตว์หลายๆชนิด แนะนำให้ตรงดิ่งไปที่ Safari World (หมายเลข 126) กับ Lost Valley (หมายเลข 147 ในแผนที่) สองอันนี้ต่างกันที่ Safari World เราจะนั่งรถบัส ส่วน Lost Valley เราจะได้นั่งรถสะเทินน้ำสะเทินบกชมสัตว์รอบๆ

 

ในโลกสัตว์ป่าซาฟารี ที่นี่จะเต็มไปด้วยสัตว์กินเนื้อที่ค่อนข้างดุ (เอาจริง อาจจะไม่ได้ดุขนาดนั้นครับ แค่มีแนวโน้มว่าอาจทำร้ายคนได้) เค้าเลยทำกรงค่อนข้างมิดชิด ป้องกันไม่ให้สัตว์เข้าออก

พระเอกของที่นี่ ยกให้กับ “ไลเกอร์” สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ผสมระหว่างสิงโตเพศผู้กับเสือเพศเมีย ซึ่งความพิเศษของมันคือ เป็น ไลเกอร์ตัวแรกของโลก

พระรองของที่นี่ ยกให้ หมีกริซลี่

ที่น่าทึ่งคือ ตอนรถขับผ่าน มันจะลุกขึ้นมายืนสองขา แล้วโบกมือ เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากคนบนรถ (รู้งานนะเจ้าหมี)

เสือขาว

รถของเจ้าหน้าที่ในสวนสัตว์

รถสะเทินน้ำสะเทินบกของอีกสวนนึง (Lost Valley)

มาเที่ยวอีกสวนนึง Lost Valley

ก่อนไปถึงส่วนสัตว์ป่า จะเจอกับกรงสัตว์เล็กก่อน เดินถ่ายเพลินครับ


เมียร์แคต สัตว์ขี้สงสัย

บนรถ จะมีเจ้าหน้าที่คอยบรรยาย

สัตว์ตรงส่วนนี้ ไม่ใช่สัตว์ป่าดุร้ายครับ เค้าเลยเปิดกระจกให้ชมได้

รถชะลอสักแป๊บนึง เพื่อเจ้าหน้าที่บรรยายให้อาหารยีราฟ

แฮ่ !! เจ้ายีราฟรู้งาน ชูคอ รอกินอาหาร

นกฟลามิงโก

66รด

จริงๆ สัตว์ในนั้นเยอะกว่านี้มากครับ แต่เอามาลงไว้แค่นี้ เสร็จแล้วก็เดินออกมา เจอกรงสัตว์เล็ก (อีกทางนึง)

ที่เห็นไกลๆ คือ T-Express รถไฟเหาะบนรางไม้ ที่ขึ้นชื่อว่า เสียวที่สุด ของที่นี่ (เสียดาย คนต่อแถวยาว + ไม่มีเวลาขึ้นครับ ไว้คราวหน้านะ)

ใกล้ๆกัน มีเครื่องเล่นชื่อว่า Amazon Express คล้ายๆกับล่องแก่งของบ้านเรา แต่เปียกกว่านิดๆ ผ้าคลุมเอาไม่อยู่

ฝึกขี่ม้า

ใกล้กับทางออก เจอร้าน Line Friend ขายของที่ระลึก

ขอเจ้าหน้าที่สวนสนุกถ่ายรูปสักใบก่อนกลับ

และแล้วถึงคราวต้องโบกมือลา เอเวอร์แลนด์ แดนมหัศจรรย์…

 

โปรแกรมต่อไป เราเดินทางเข้าสู่โซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ โดยจุดหมายแรกที่เราจะวะไปคือ หอคอยกรุงโซล N-Seoul Tower  

หอคอยแห่งนี้อยู่บริเวณเนินเขานัมซานซึ่งเป็น 1 ใน 18 หอคอยที่สูงที่สุดในโลก ตัว N ในชื่อย่อมาจาก นัมซาน นั่นเอง

จุดจอดรถบัส/รถยนต์จะอยู่ทางด้านล่าง ตัวหอคอยต้องเดินขึ้นเขาไป เป็นทางชันนิดหน่อย (ไม่เหนื่อยมากนะครับ)

ถ้าขึ้นไปหอคอยจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เราเลยอยู่เดินเที่ยวแค่ชั้นล่างพอ มีอะไรให้เดินดูเยอะแยะครับ

คนหนุ่มสาวที่นี่นิยมมาคล้องกุญแจกันที่ N-Seoul Tower แล้วโยนลูกกุญแจทิ้งไป โดยมีความเชื่อว่า ความรักของเราสองคนจะอยู่ด้วยกันตลอดไป
ผมคิดว่าประเพณีการคล้องกุญแจน่าจะเริ่มมาจากหอไอเฟล ลามต่อมาเรื่อยๆจนถึงที่เกาหลีนั่นละครับ

เก้าอี้คู่รัก (ให้คนมาทำท่าซารางเฮโย) ผมเรียกมันว่า เก้าอี้หักในตำนาน เค้าล้อเล่น

มันเยอะแค่ไหน ถามใจเธอดู

ที่ฐานของหอคอยมีสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆอีก เช่น ศาลาแปดเหลี่ยมปาลกั๊กจอง, สวนสัตว์เล็กๆ, สวนพฤกษชาติ ฯลฯ

มื้อเย็น – บิบิมบับ และ ชาบูชาบูสุกี้สไตล์เกาหลีบนหม้อไฟร้อนๆ

อาหมูสไลด์ เส้นอูด้งและผักสดใส่ลงไปในหม้อชาบูชาบู ทานพร้อมกับ ข้าวยำสูตรดั่งเดิมของเกาหลี (บิบิมบับ) ซึ่งนำเอาข้าวสวย ผักต่างๆ เช่น ถั่วงอก ผักกาดเห็ดหอม สาหร่าย และซอสสีแดงมาผัดรวมกัน ซึ่งก็จะได้รสชาติแบบเกาหลีจริงๆ

เดินย่อยอาหารที่ย่านศูนย์การค้าแหล่งช้อปปิ้งทงแดมุน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณประตูเมืองโบราณทางทิศตะวันออกของโซล ย่านทงแดมุน มีห้างสรรพสินค้าหลายแห่งอยู่รวมๆกัน สามารถหาซื้อสินค้าหลากหลายประเภท เช่น เสื้อผ้า รองเท้า ของที่ระลึก ชุดเครื่องครัว ถุงน่อง ถุงเท้า ผ้าพันคอ เรียกได้ว่า มีทุกอย่างที่ต้องการ

อ้อ ที่ขาดไม่ได้สำหรับสาวๆ คือ ร้านเครื่องสำอาง ที่นี่มีครบครับทั้ง Etude, Skinfood, The FaceShop, Nature Republic และอีกเพียบ

ตัวผมเองไม่ใช่ขาช้อป เลยเป็นโอกาสดีที่ได้เดินถ่ายรูปเล่นแทน

ตรงบริเวณย่านทงแดมุนนี้ยังเป็นที่ตั้งของ ศูนย์จัดแสดงทงแดมุน (Dongdaemun Design Plaza) หรือเรียกสั้นๆว่า ตึก DDP อาคารรูปทรงล้ำสมัยใจกลางกรุงโซล

ตึก DDP ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาดใหญ่ 85,000 ตารางเมตร (แต่เดิมบริเวณนี้เคยเป็นสนามกีฬามาก่อน พอเกาหลีสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่เสร็จ ก็ออกแบบ ปรับปรุง จัดสรรพื้นที่บริเวณนี้ใหม่จนกลายเป็นตึก DDP) ถือเป็น Landmark แห่งใหม่ของกรุงโซลเลยก็ว่าได้ โดยเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปี 2014 ที่ผ่านมา

โดยส่วนของตัวอาคาร Design Plaza แบ่งออกเป็นทั้งหมด 5 ฮอลล์ ซึ่งประกอบไปด้วย 15 ห้องจัดแสดง ใช้สำหรับจัดงานประชุม คอนเสิร์ต งานแฟชั่นโชว์ งานเทศกาลภาพยนตร์ การแสดงศิลปะและงานออกแบบ รวมไปถึงงานแสดงเกี่ยวกับวัฒนธรรมต่างๆ นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด อยู่ด้านในของพลาซ่าด้วย

ดูยังไงๆ ผมก็ว่าคล้ายยานแม่ UFO มากเลยครับ


ด้านนอกและด้านบนอาคารเป็นสวนกว้างๆ ให้คนเดินเล่นได้ ส่วนด้านในอาคารเป็นศูนย์จัดแสดงขนาดใหญ่


ในสวนประดับดอกไม้ด้วยไฟ LED สวยมากก (ก.ไก่ล้านตัว) ผมเห็นครั้งแรก แบบร้องว้าวเลย เข้าใจคิดดี

 

Day 4 – ศูนย์โสม – สมุนไพรฮอกเกนามู – สมุนไพรสนเข็มแดง – โรงงานสาหร่าย – ทำคิมบับ (ข้าวห่อสาหร่าย) – ใส่ชุดฮันบก – ช็อปปิ้งย่านอีวาแด – พิพิธภัณฑ์ภาพ 3 มิติ – ช็อปปิ้งย่านเมียงดง

วันนี้ทั้งวัน โปรแกรมส่วนใหญ่ อยู่ในศูนย์ของรัฐบาลเป็นหลัก (โสม/สมุนไพรฮอกเกนามู/น้ำมันสนเข็มแดง) พอไปถึงก็จะเจอเจ้าหน้าที่คนไทยที่ทำงานอยู่ที่นั้น ออกมาต้อนรับ และพาเข้าไปในห้อง (ด้านในถ่ายรูปไม่ได้)

เผื่อคนอยากรู้ว่าแต่อย่างมีประโยชน์ยังไง คร่าวๆนะครับ ไม่ขอลงรายละเอียด พอให้ได้ไอเดีย
– โสมอายุ 6 ปี ช่วยบำรุงร่ายกาย
– สมุนไพรฮอกเกนามู ช่วยบำรุงตับ
– สมุนไพรสนเข็มแดง ช่วยบำรุงระบบเลือด

โดยเจ้าหน้าที่จะบรรยายสรรพคุณต่างๆนานา ฟังเพลินๆแล้วคล้อยตามได้เลย บางอย่างอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ แล้วแต่วิจารณญาณและความคิดเห็นส่วนบุคคล (ในศูนย์เค้าไม่บังคับเราให้ซื้อนะครับ)

ส่วนตัวผมไม่ได้ซื้อไปเลย เพราะไม่ได้สนใจตั้งแต่แรก + ชุดนึงก็หลายตังค์อยู่เหมือนกัน นอกเหนือกับที่เค้าขายของแล้ว สิ่งนึงที่ชอบคือ ได้เรียนรู้วิธีการพูด การขาย การโน้มน้าว จากเจ้าหน้าที่ในนั้น (ซึ่งเก่งมาก)

เท่าที่ได้ยินมา ในบางทัวร์ หัวหน้าทัวร์หรือไกด์จะค่อนข้าง Hardsales ขายของในศูนย์รัฐบาล บางคนอาจรู้สึกไม่ค่อยชอบหรือสบายใจเท่าไร แต่ผมมองว่า มันเป็นอาชีพของเค้าครับ ซื้อไม่ซื้อไม่เป็นไร ฟังไว้เป็นความรู้ ไม่เสียหลาย ลองเปิดใจสักนิดจะเที่ยวได้อย่างแฮปปี้ขึ้นครับ 🙂

พอเสร็จจากศูนย์รัฐบาล ทำเวลาได้ดีทีเดียว เราก็แวะโรงงานสาหร่าย เพื่อไปฝึกทำ คิมบับ หรือ ข้าวห่อสาหร่าย อาหารยอดฮิตของคนเกาหลี
คิม แปลว่า สาหร่าย บับ แปลว่า ข้าว จะเป็นแท่งยาวๆ แล้วเค้าก็จะหั่นเป็นชิ้นๆพอดีคำ จิ้มกะโชยุญี่ปุ่นหรือวาซาบิก็ได้

จากนั้นเราก็ขึ้นไปใส่ชุดฮันบก มีหลากหลายชุดให้เลือกทั้งผู้ชายผู้หญิง คนได้รูปจากที่นี่ไปเพียบครับ

มื้อเที่ยงวันนี้ – จิมดัก เป็นไก่พะโล้ผัดกับวุ้นเส้นและผัก รสชาติจัดจ้านใช้ได้ครับ

ตอนบ่ายไปเดินช้อปปิ้งย่านอีวาแด เป็นถนนที่สามารถเดินช้อปปิ้งซื้อของได้ โดยเฉพาะเสื้อผ้า กระเป๋า ของกุ๊กกิ๊ก ของใช้แฟชั่น ที่นี่ราคาไม่แพงมาก มักเห็นเด็กวัยรุ่นผู้หญิงเดินกันเต็ม เพราะบริเวณนี้อยู่ใกล้กับ มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา (Ewha Womens’ University)  มหาวิทยาลัยหญิงล้วนที่มีชื่อเสียงของเกาหลีนั่นเองครับ

ไหนๆก็ไม่ได้ช้อปแล้ว เลยมีเวลาไปเดินเล่นในมหาลัย



มหาลัยตั้งอยู่บนเนินเขา เค้าเลยสร้างทางเดินทะลุเนินเขาไปเลย เจ๋งมาก ส่วนข้างๆนั้นเป็นห้องเรียน ห้องสมุด

จากย่านอีวาแด เราเดินทางไปที่ Trick Eye Museum พิพิธภัณฑ์ภาพ 3 มิติ คล้ายๆกับของบ้านเรา

มิวเซียมอยู่ชั้นใต้ดินครับ ต้องเดินลงไป



แต่ละคนช่างครีเอทท่าได้ตลกมาก ถ้าทำไม่ถูกเค้ามีตัวอย่างให้ด้วย !

ติดกันมี Ice Museum พิพิธภัณฑ์น้ำแข็ง ข้างในเป็นรูปปั้นแกะสลักน้ำแข็งเป็นตัวต่างๆ ใครร้อน เข้าไปในนี้ รับรองหนาวเย็นสะใจ


นั่นมัน ข ขะ ขี้!!! (ไม่ใช่ละ จริงๆเป็นน้ำแข็งทำขึ้นมา เล่นเอาซะเหมือนเลย)

จริงๆแล้วก่อนถึง Trick Eye Museum เราจะผ่าน LOVE Museum ซึ่งรวมอยู่ในตั๋วของเราด้วย ข้างในขอบอกว่าจัดเต็มมาก 18+ เหมาะสำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น รายละเอียดไปหาค้นหาต่อเอาเอง เค้าล้อเล่น

เสร็จจากตรงนี้แล้วก็เดินไปทานมื้อเย็นกัน เดินผ่านถนนคนเดิน ร้านอาหาร ร้านค้าขายของกันเต็ม คนพลุกพล่านมากๆ

มื้อเย็นวันนี้ – บุฟเฟต์บาบีคิวเกาหลี หมู เนื้อ ไก่ ซีฟู๊ด ไม่อั้น!!

ร้านที่ไปกิน รสชาติพอได้ แต่อาหารมีให้เลือกน้อยไปนิด สำหรับคนที่ไม่ทานเนื้อ

และแล้วก็มาถึงที่หมายสุดท้ายของวัน เราจะไปช้อปปิ้งกันที่ย่านเมียงดง

สำหรับผม ผมคิดว่าที่นี่คือสววรค์ของนักช้อปจริงๆ ทั้งเสื้อผ้าแฟชั่น กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง มีครบทั้งแบรนด์เกาหลี แบรนด์ต่างประเทศ เป็นแหล่งช้อปปิ้งยอดฮิตที่ใครๆมาเที่ยวก็ต้องแวะซื้อของ (ไม่ต่างจากสยามสแควร์บ้านเราหรือให้ใกล้เคียงหน่อยก็ ย่านซีเหมินติง ของไต้หวัน ถ้าใครเคยไป)

ตอนที่ผมไป มีตลาดนัด รถเข็นมาตั้งตลอดสองข้างทาง คนคึกคักมากเป็นพิเศษ บรรยากาศชวนให้จับจ่ายใช้สอยสุดๆ


นอกจากพวกแผงลอย ยังมีร้านค้าอยู่ตามตรอกซอกซอย ให้เดินช้อปกัน


 

Day 5 : พระราชวังเคียงบ็อค – ศูนย์เครื่องสำอาง Duty Free – คลองเกชอน – ช้อปปิ้งละลายเงินวอน – สนามบินอินชอน – กรุงเทพ

วันสุดท้ายแล้วครับสำหรับทัวร์เกาหลี โซล/เกาะนามิ

ช่วงเช้ามีโปรแกรมเดินทางไปชม พระราชวังเคียงบ็อค หรือเคียงบกกุง ซึ่งเป็นพระราชวังไม้โบราณที่เก่าแก่ที่สุด (อายุกว่า 600 ปี) สร้างขึ้นใน ปี ค.ศ. 1394 เนื่องจากตั้งอยู่ทางตอนเหนือของโซล เคียงบกกุงเลยมีอีกชื่อนึงว่า พระราชวังทางเหนือ

ภายในพระราชวังแห่งนี้มีหมู่พระที่นั่งมากกว่า 200 หลัง แต่ได้ถูกทำลายไปมากในสมัยที่ญี่ปุ่นเข้ามาบุกยึดครอง ปี ค.ศ. 1592 ทั้งยังเคยเป็นศูนย์บัญชาการทางการทหารและเป็นที่ประทับของกษัตริย์  ในปี ค.ศ. 1868 พระราชวังแห่งนี้ได้ถูกบูรณะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ปัจจุบันได้มีการก่อสร้างหมู่พระที่นั่งที่เคยถูกทำลายขึ้นมาใหม่ในตำแหน่งเดิม – สรุป พระราชวังทั้งหลัง ของใหม่หมดนะครับ

ใครอยากเดินเล่นในพระราชวัง ลองเข้า Google Maps ดูได้ครับ เดินได้ทั่วเลย https://www.google.co.th/maps/place/Gyeongbokgung+Palace/

เราเริ่มต้นเดินจากประตูด้านตะวันออกของพระราชวัง จะเจออาคารคล้ายเจดีย์ห้าชั้นกับพิพิธภัณฑ์

รูปปั้นสัตว์ 12 ราศีตรงทางเข้ามิวเซียม

ที่เก็บร่มเปียกๆ เวลาจะเอาร่มเข้าไปอาคาร วิธีใช้ก็หย่อนร่มลงไปในช่อง แล้วดึงออกมา ถุงพลาสติกจะห่อร่มของเราหมด  สะดวกดีๆ

จากนั้นเราก็ผ่านกำแพงเมืองหลายชั้นเข้ามา


ข้างในพระราชวังมีทั้งห้องประชุม หรือสภาที่กษัตริย์ใช้ในการหารือกับคณะราชสำนัก รวมถึงที่พำนัก/ตำหนักของพวกกษัตริย์/ขุนนางในสมัยนั้นด้วยครับ

แคนดิดสาวๆเกาหลี ยิ้ม


มาถึงหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของพระราชวังเคียงบกครับ เคียงเฮวรุ หรือ ศาลากลางน้ำ ที่นี่ซึ่งเคยเป็นท้องพระโรง จัดงานเลี้ยง งานพิธีต่างๆสำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง




เดินมาเรื่อยๆจนถึง ศูนย์กลางของพระราชวังเคียงบก คือ กึงจอนจอน หรือ ท้องพระโรงของพระราชวังเคียงบกนั่นเอง ข้างในท้องพระโรงเป็นแท่นประทับ โดยเราถ่ายรูปได้จากด้านนอกอย่างเดียวครับ เพราะไม่ให้คนเข้าไป

บรรยากาศด้านนอก จะเห็นประตูเฮืองเยมุน ซึ่งเป็นประตูทางเข้าหลักก่อนถึงท้องพระโรง (ตรงนี้เป็นอีกจุดที่คนถ่ายรูปกันเยอะ)

ประตูกวางฮามุน ประตูติดถนนใหญ่ทางทิศใต้ของพระราชวัง ผมเก็บภาพมาตอนนั่งรถผ่าน

 

จากนั้นก็เข้าสู่ช่วงเวลา ช้อปแหลก โดยโปรแกรมที่เหลือของวันก็อุทิศให้กับสถานที่ช้อปปิ้งกันนะครับ

เริ่มต้นที่ Cosmetic Shop ศูนย์รวมของเครื่องสำอางของเกาหลี เช่น ROJUKISS, LOTREE, ETUDE และอื่นๆ (มีเจ้าหน้าที่คนไทยสาธิตเหมือนตอนไปศูนย์รัฐบาล)

จากนั้นเดินทางไปช็อปปิ้งสินค้าปลอดภาษีที่ ร้านดิวตี้ฟรี (Duty Free Shop) – ไม่สิห้างมากกว่า เพราะมีหลายชั้น ขายสินค้าหลากหลายรายการ เช่น น้ำหอม เสื้อผ้าเครื่องสำอาง กระเป๋า นาฬิกา เครื่องประดับ ฯลฯ (ส่วนมากเป็นของระดับ High-end แบรนด์ต่างประเทศซะส่วนใหญ่เลยครับ)

จากร้าน Duty Free ถ้าไม่อยากช้อปก็ไปเดินเล่นถ่ายรูปได้ แถวนั้นอยู่ใกล้กับคลองชองเกชอน ซึ่งเดิมเป็นคลองเก่าแก่ มีอายุกว่า 600 ปี แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนา และบูรณะคลองแห่งนี้ขึ้นมาใหม่


ปัจจุบัน คลองเกชอนได้กลายเป็นสถานที่จัดกิจกรรมต่างๆ เช่น งานแสดงศิลปะต่างๆ งานดนตรี นิทรรศการดอกไม้ ฯลฯ


พักให้หายเมื่อยที่ร้านกาแฟ

เวลาเหลือก็ไปเดินสำรวจรอบๆ บริเวณนี้ถือเป็นย่านท่องเที่ยว/ย่านเศรษฐกิจของกรุงโซลเลยก็ว่าได้


ที่เห็นนั้นคือ รูปปั้นของนายพลยี่ซุนชิน (Yi Sun-Shin) ที่จัตุรัสกวางฮวามุน ครับ

จริงๆแล้ว จากร้าน Duty Free เราสามารถเดินไปถึงพระราชวังเคียงบกได้เลย ผ่านถนนทอดยาวไปจนถึงประตูกวางฮวามุนทางด้านทิศใต้ของพระราชวัง (สำหรับคนไปเที่ยวเอง ถ้ามีเวลา + เดินไหว)

มื้อเที่ยง – ซัมเกทัง หรือไก่ตุ๋นโสม

เมนูนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารในวังในสมัยก่อนเชียวนะครับ โดยเชื่อกันว่าเป็นอาหารที่ช่วยบำรุงและเสริมสุขภาพ

แหวกข้างในเนื้อไก่ มีข้าวสวย รากโสม พุทราแดง เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงที่เรียกว่า กักตุกี เส้นขนมจีน เหล้าโสม พริกไทยดำ และเกลือ)

ระหว่างทางไปสนามบิน แวะซื้อของร้านละลายเงินวอน สินค้าที่คนนิยมซื้อกลับ ก็เช่น สาหร่าย ช็อกโกแล็ต ขนมต่าง ๆ แต่ที่ฮิตจริงๆ ต้องยกให้ เป็บเปโร้ (ป๊อกกี้เกาหลี) กับ  มาม่าเกาหลี ที่เหมากันไปเป็นลังๆ

หลังจากช้อปปิ้งกันหนำใจแล้ว ก็เดินทางสู่สนามบินอินชอน เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพ

ช่วงที่อยู่บนรถ ผู้ช่วยไกด์เกาหลีจะเอารูปที่เค้าถ่ายให้ระหว่างทริป อัดออกมาขายให้เรา (ราคาต่อใบค่อนข้างสูงทีเดียว) ถึงตรงนี้ก็แล้วแต่เราอีกล่ะครับ ว่าจะเลือกซื้อ/ไม่ซื้อ ส่วนตัวผมค่อนข้างแฮปปี้กับบริการจากเค้านะ บริการดีช่วยเหลือลูกทัวร์ตลอดทริป (ทั้งช่วยจัดการเรื่องอาหาร ยกกระเป๋า ถ่ายรูป บลาๆ) ก็เลยช่วยอุดหนุนเค้าไปบ้าง ซื้อไปสามสี่ใบ (บางครอบครัวก็เหมาหมดทุกใบเลย)

ไปถึงสนามบินค่อนข้างเร็ว กล่าวร่ำลาไกด์ท้องถิ่น คนเกาหลี มุ่งหน้าไปเคาน์เตอร์เช็คอิน โหลดกระเป๋า (อย่าลืมทิ้งขวดน้ำก่อนเข้าด้วยนะครับ) หลังจากผ่านตม.ตรวจคนขาออก หลายคนไปทำธุระเรื่อง Tax Refund ส่วนผมก็เดินเล่นรอ + เติมพลังด้วยข้าวยำบิบิมบับเป็นมื้อส่งท้าย (ควรหาอะไรลงท้องไปก่อน เพราะบนเครื่องไม่มีอาหารแจกให้ครับ)

เตรียมขึ้นเครื่อง Leaving on a jetplane…

และแล้วก็กลับถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ ผมขอปิดทริปเกาหลีโซล-เกาะนามิ 5 วัน 3 คืน แต่เพียงเท่านี้ครับ

บทสรุป

โดยภาพรวมถือว่าค่อนข้างโอเคนะครับ สำหรับทริปเกาหลีครั้งนี้ กินดี อยู่สบาย จะบอกว่า ตัวแปรนึงที่ทำให้ทริปสนุกหรือประทับใจ อยู่ที่คนร่วมทริปของเราเองด้วยครับ ของผมอาจจะบังเอิญโชคดีที่คนบนรถไม่เยอะ เลยสนิทกัน + เจอลูกทัวร์น่ารัก ตรงเวลากันทุกคน (ส่วนใหญ่มากันเป็นคู่ๆเป็นครอบครัว)

เอาเป็นว่า ถ้าใครไม่เคยไปเที่ยวเกาหลี แล้วต้องการเก็บสถานที่สำคัญๆครบ ต้องการความสะดวกสบาย ทั้งเรื่องกิน เรื่องเดินทาง ที่พัก ไปกับ ทัวร์เกาหลี ตอบโจทย์ที่สุดครับ แม้ว่าอาจไม่ถูกใจบางโปรแกรมแต่ก็ต้องเข้าใจครับ แลกกับราคาที่ถูกกว่าไปเอง

==================
สำหรับใครที่เล่น Social สามารถเข้ามาพูดคุยกับผมได้ตามลิงค์ด้านล่างครับ (ถ้าชอบ ฝากกด Like Page ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ) อมยิ้ม17
Facebook -> https://www.facebook.com/thetouristdiary/
Website -> http://www.thetouristdiary.com/

Comments

comments

Related posts:

Share

Panupong Yokyongsakul

The Tourist Diary เกิดขึ้นจากความรักและความหลงใหลในเสน่ห์ของการเดินทาง-ท่องเที่ยวของผมและครอบครัว โดยมีจุดประสงค์เพื่อการบอกเล่าและแบ่งปันข้อมูล ประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยว ผ่านตัวอักษรและภาพถ่าย ในมุมมอง ความรู้สึก จากสายตาและหัวใจ ของนักเดินทางธรรมดาๆคนหนึ่ง ให้แก่เพื่อนเดินทางที่มีความต้องการในการเติมเต็มความฝันของชีวิตด้วยการท่องโลกใบนี้