Hiroshima | Atomic Bomb Dome และสวนอนุสรณ์สันติภาพ

ฮิโรชิม่า เมืองสำคัญของเขตชูโกกุ (Chukoku) ศูนย์กลางความเจริญของแถบฮอนชูตอนใต้มายาวนานกว่า 400 ปี ฮิโรชิม่าเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในฐานะเมืองที่เป็นบาดแผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ของญี่ปุ่น ผลกระทบจากสงครามสะท้อนให้เห็นถึง ความเจ็บปวด ความสิ้นหวังของชาวญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมักไปเยือนสถานที่สำคัญของเมือง นั่นคือ Atomic Bomb Dome และสวนอนุสรณ์สันติภาพ (Peace Memorial Park) เพื่อรำลึกถึงสันติภาพและความรุนแรงของสงคราม

การเดินทาง

 

สามารถไปได้หลายเส้นทาง แต่ที่แนะนำคือเดินทางโดยใช้ขนส่งสาธารณะ

1. Hiroden (Hiroshima Electric Railway Streetcar) – จากสถานี Hiroshima นั่งรถราง Streetcar No.2 หรือ 6 มาลงที่สถานี Genbaku Dome-mae ประมาณ 16 นาที ข้ามถนนมาก็ถึงเลย

สำหรับใครที่เดินทางไปเที่ยวหลายที่ภายในเมือง แนะนำให้ซื้อตั๋วสำหรับ 1 วัน (1-Day Trip Card) ครับ ถูกกว่าซื้อเป็นเที่ยวมากโข … รายละเอียดรถราง

Travel Time Map Image

แผนที่จาก เว็บไซต์  http://www.hiroden.co.jp/en/s-routemap.html

2. Meipuru-pu (Hiroshima Sightseeing Loop Bus) – ขึ้นชื่อว่า Sightseeing แต่เป็นแค่รถบัสธรรมดาครับไม่ใช่รถเปิดประทุนสองชั้นเหมือนที่อื่นๆ และจะจอดตามสถานที่สำคัญของฮิโรชิม่า เช่น A-Bomb Dome, Hiroshima Castle เป็นต้น โดยรถบัสจะวิ่งเป็นวงกลม ต้นทางรถจอดที่ Hotel Granvia Hiroshima ซึ่งอยู่ติดกับทางออกด้านทิศเหนือ (North Entrance) ของสถานี Hiroshima รถ Sightseeing มีสองสายคือ สีส้ม และ สีเขียว เส้นทางการวิ่งตามแผนที่ด้านล่าง ถ้าต้องการมาลงที่ Okonomimura นั่งรถบัสสายสีส้มหรือสีเขียวมาลงที่เบอร์ 6 ถึงหน้าตึกเลย ข้อได้เปรียบอีกอย่างของคนมี JR Pass ขึ้นรถบัสนี้ฟรี ครับ

"Hiroshima meipuru~pu" Route Map

ขอบคุณแผนที่จากเว็บไซต์ Hiroshima Sightseeing Loop Bus รายละเอียดเพิ่มเติม เช่น เส้นทาง ตารางเวลา สามารถเข้าไปดูได้ที่นี่ครับ

เวลาเปิด-ปิด
Hiroshima Peace Memorial Museum
08:30 – 18:00 (เดือนส.ค. ปิด 19:00 น.  / เดือน ธ.ค. – ก.พ. ปิด 17:00 น. )

ค่าเข้า
50 เยน

 

Hiroshima_Blog_012

รถ Hiroden ภายนอกดูเหมือนรถบุโรทั่ง โบราณๆ แต่ข้างในทันสมัยมาก

Hiroshima_Blog_013

Hiroshima_Blog_014

เจอกลุ่มเด็กมาทัศนศึกษากับโรงเรียนเข้าพอดี สังเกตว่าจะมีหมวกเหลืองเป็นสัญลักษณ์ (เผื่อหลงจะได้ตามเจอได้ง่าย)

Hiroshima_Blog_015

Hiroshima_Blog_016

Atomic Bomb Dome หรืออาคารอะตอมมิคบอมบ์ คืออาคารที่เหลือรอดจากการทำลายล้างของระเบิดปรมาณูตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้คืออนุสรณ์สถานที่ช่วยย้ำเตือนถึงภัยอันร้ายแรงจากระเบิดปรมาณู อีกทั้งยังให้เรารำลึกถึงความสำคัญของสันติภาพที่มนุษยชาติต้องข่วยกันธำรงไว้ และในปี 1996 สวนสันติภาพและอาคารอตอมมิคบอมบ์นี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจาก UNESCO อีกด้วย

Hiroshima_Blog_017

Hiroshima_Blog_018

Hiroshima_Blog_020

Hiroshima_Blog_021

แรกเริ่มเดิมทีอาคารหลังนี้คือศูนย์จัดแสดงด้านการค้าและอุตสาหกรรมของจังหวัดฮิโรชิม่า เนื่องจากอาคารอะตอมมิคบอมบ์ ตั้งอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางที่ระเบิดปรมาณูถูกปล่อยลงเพียง 160 เมตร ภายหลังจากการระเบิด ทำให้อาคารถูกแรงกระแทกและผู้คนที่อยู่ภายในอาคารเสียชีวิตทั้งหมด และระเบิดได้ระเหยสู่อากาศ ทำให้อาคารยังคงเหลือซากปรักหักพัง โดยเฉพาะส่วนของโดมที่ยังเห็นเด่นชัด จึงเป็นที่มาของชื่อ Atomic Bomb Dome นั่นเอง

Hiroshima_Blog_022

Hiroshima_Blog_023

Hiroshima_Blog_024

Hiroshima_Blog_025

Hiroshima_Blog_026

Hiroshima_Blog_027

บรรยากาศเงียบสงบ น่ามาปั่นจักรยานเล่นใช่ไหมล่ะครับ

Hiroshima_Blog_029

เราสามารถนั่งเรือชมรอบๆสวนได้

Hiroshima_Blog_028

ความสวยงามของมรดกโลกและเมืองสมัยใหม่ หลอมรวมเป็นฮโรชิม่าในปัจจุบัน

Hiroshima_Blog_032

ข้ามสะพานโมโตยาสุ ไปอีกฝั่งนึง

Hiroshima_Blog_033

ถัดจากส่วนของ Atomic Bomb Dome ก็เข้าสู่บริเวณสวนอนุสรณ์สันติภาพจริงๆแล้ว

สวนอนุสรณ์สันติภาพ (Peace Memorial Park / Heiwa Kinen Koen) คือสถานที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของเมืองฮิโรชิม่า ไม่ว่าใครก็ตามที่มาเยือนฮิโรชิม่า ต้องไม่พลาดแวะเข้ามาที่สวนแห่งนี้ ด้วยพื้นที่กว่า 120,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยต้นไม้ สนามหญ้า ถนน ทางเดิน ทำให้บรรยากาศของสวนอนุสรณ์สันติภาพนั้นแตกต่างกับย่านตัวเมืองโดยสิ้นเชิง

ก่อนหน้าเหตุการณ์ระเบิดปรมาณู บริเวณนี้เคยเป็นศูนย์กลางด้านการเมืองและการค้าที่สำคัญของฮิโรชิม่า พอเข้าสู่สงครามก็เปลี่ยนเป็นศูนย์บัญชาการทางทหารของญี่ปุ่น มีโรงงานของกองทัพ อู่ต่อเรือ กองบัญชาการใหญ่ในป้อมปราการและค่ายฝึกทหารหลายแห่งถูกสร้างขึ้นที่นี่ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมสถานที่แห่งนี้จึงตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีจากกองทัพสหรัฐอเมริกา

4 ปีให้หลังจากวันที่ถูกระเบิด สภาเมืองฮิโรชิม่าได้ตัดสินใจให้มีการคงรักษาพื้นที่บริเวณสวนแห่งนี้ไว้เพื่อรำลึกถึงสันติภาพและความรุนแรงของสงคราม เป็นตัวแทนคำอธิษฐานของผู้คนทั่วโลกที่อยากให้โลกมีความสงบสุขที่ยั่งยืน

Hiroshima_Blog_034

Children’s Peace Monument อนุสรณ์สันติภาพรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ ด้านบนสุดคือรูปปั้นเด็กหญิงซาดาโกะ ซะซะกิ (Sadako Sasaki) ยืนถือนกกระเรียน  ถึงตอนนี้หลายคนอาจสงสัยว่าเด็กหญิงคนนี้คือใคร แล้วนกกระเรียนนั้นแท้จริงแล้วมีความหมายอย่างไร

เด็กหญิงซาดาโกะกับนกกระเรียนพันตัว

ซาดาโกะ ซะซะกิ คือเด็กหญิงธรรมดาคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเมืองฮิโรชิม่า วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ฮิโรชิม่าถูกทิ้งระเบิดปรมาณู ตอนนั้นเธออายุเพียงแค่ 2 ขวบ บ้านของเธอซึ่งอยู่ห่างจุดศูนย์กลางระเบิดไป 1.7 กิโลเมตร พังพินาศ ทุกคนในบ้านถูกลมจากแรงระเบิดพัดกระเด็นไปไกล โชคดีที่เธอไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร แต่ระหว่างที่เธออพยพหนีออกนอกเมือง เธอถูกฝนกัมมันตรังสีตกใส่

หลังจากเหตุการณ์ เธอก็เติบโตขึ้น มีสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติ เมื่อเข้าโรงเรียน ซาดาโกะมีทักษะด้านกีฬาหลายประเภท อีกทั้งยังเป็นนักกรีฑาตัวแทนของโรงเรียนอีกด้วย เมื่ออายุ 11 ปี หลังจากนั้นร่างกายของเธอก็เริ่มผิดปกติ เธอป่วยเป็นหวัด เกิดก้อนเนื้อบวมที่ด้านหลังลำคอและกกหู เมื่อตรวจจึงพบว่า เธอเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว มีชีวิตอยู่ได้ 3 เดือนหรือไม่เกิน 1 ปี อย่างไรก็ตามซาดาโกะก็ไม่ย่อท้อ ยังเฝ้าหวังว่าจะหายจากโรค เธอจึงเริ่มพับนกกระเรียนโดยเชื่อว่า ถ้าพับครบ 1000 ตัวและอธิษฐาน เธอจะสามารถหายขาดจากโรคนี้ได้ แต่ไม่ทันครบ 1000 ตัว ซาดาโกะก็เสียชีวิตลง เพื่อนๆของเธอจึงช่วยกันพับให้ครบ 1000 ตัว และฝังมันไปพร้อมกับร่างของซาดาโกะ

ปัจจุบัน นกกระเรียนพันตัว มักใช้เป็นสิ่งที่มอบให้ในตอนที่ไปเยี่ยมผู้ป่วย เพื่อเป็นการปลอบประโลมและให้กำลังใจ นอกจากนี้ นกกระเรียนพันตัว ยังใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงมุ่งหวังสันติภาพ และคัดค้านต่อต้านระเบิดปรมาณูอีกด้วย ในวันรำลึกเหตุการณ์ปรมาณู หรือวันที่ 6 สิงหาคม ของทุกปี จะมีนกกระเรียนพันตัวจำนวนมาก ถูกส่งจากที่ต่างๆ ทั่วโลก ไปยังสวนสันติภาพฮิโรชิมา อันเป็นสถานที่จัดงานรำลึกนี้ การพับเป็นนกกระเรียนพันตัว สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นจากความเชื่อว่า นกกระเรียนเป็นสัตว์มงคล อันหมายถึงการมีชีวิตที่ยืนยาว ดังเช่นสุภาษิต “นกกระเรียนพันปี เต่าหมื่นปี”

ขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.j-campus.com/article/view.php?id=1025 สามารถเข้าไปอ่านประวัติเต็มๆได้ในเว็บครับ

Hiroshima_Blog_036

Hiroshima_Blog_037

Hiroshima_Blog_038

Hiroshima_Blog_039

นกกระเรียนเล็กๆต่อกันเป็นภาพ สื่อถึงความสงบและสันติสุข

Hiroshima_Blog_040

Hiroshima_Blog_041

Hiroshima_Blog_042

Hiroshima_Blog_043

จากรูปปั้นเด็กหญิง หันหลังกลับมาจะเห็นพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิม่าอยู่อีกฟากหนึ่ง

Hiroshima_Blog_044

เราจะเห็นเด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับประถมถึงมัธยม มาเยือนสถานที่แห่งนี้ตลอดทั้งปี

Hiroshima_Blog_045

Hiroshima_Blog_046

ก่อนถึงพิพิธภัณฑ์จะเจอ Cenotaph for  the A-bome Victims คือ อนุสรณ์หินสลักชื่อผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุระเบิดทั้งหมด มีลักษณะเหมือนอานม้า สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักพิงให้กับวิญญาณของบรรดาผู้เสียชีวิตทั้งหลาย มีสนุสรณ์หินที่สลักข้อความว่า ขอให้ไปสู่สุขคติ เราจะไม่ทำผิดพลาดอีก (Rest in peace, we shall not repeat the error) ตั้งอยู่ด้านใต้ ภายในอนุสรณ์หินนั้นบรรจุรายชื่อของผู้เสียชีวิตจากการระเบิดครั้งนั้นทุกคนทุกชนชาติ ไม่ใช่แต่เฉพาะชาวญี่ปุ่น รายชื่อจะถูกเพิ่มลงไปเรื่อยๆ เมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องหรือได้รับผลจากการระเบิดเสียชีวิตลง

มองจากมุมนี้ทะลุตัวอนุสาวรีย์ไป จะมองเห็น  เปลวไฟแห่งสินติภาพ “Flame of Peace” และ Atomic Bomb Dome อยู่ด้านหลัง เรียงกันเป็นเส้นตรง

Hiroshima_Blog_047

Hiroshima_Blog_048

Hiroshima_Blog_049

Hiroshima_Blog_054

เดินมาถึง Peace Memorial Museum แปลกใจที่ทำไมคนดูน้อยๆ ไปถึงเขาบอกว่าปิดซ่อมบางส่วนเลยไม่ได้เข้าไป + มีเวลาจำกัด เสียดายจัง ถ้ามีโอกาสมาเที่ยวฮิโรชิม่าอีกครั้งต้องไม่พลาดแน่นอน

หมายเหตุ:  ขณะนี้พิพิธภัณฑ์ปิดปรับปรุงอาคารด้านตะวันออก (East Building) เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 2014 จนถึงฤดูใบไม้ผลิปี 2016 จากนั้นถึงคิวของอาคารหลัก (Main Building) ปิดปรับปรุงจนถึงปี 2018

Hiroshima_Blog_055

Hiroshima_Blog_051

Hiroshima_Blog_052

Hiroshima_Blog_053

ออกมาทางด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ เจอรูปปั้นแม่อุ้มลูกน้อยในอ้อมอก : Statue of Mother and Child in the storm สื่อถึงความรักของแม่สามารถเยียวยาลูก และช่วยให้ผ่านพ้นความเศร้าโศกมาได้

Hiroshima_Blog_057

ณ จุดไม่ไกลจากรูปปั้น เห็นป้ายรถแดงพอดี

Hiroshima_Blog_056

เราอยู่ ณ ตำแหน่งเบอร์ 7 ในแผนที่ครับ ระหว่างวัน รถจะจอดที่ป้ายทุกๆ 15 นาที (รอไม่นานมาก รถก็มา)

Hiroshima_Blog_058

ลงรถแดงที่สถานีรถไฟ เพื่อหาอะไรทานก่อนขึ้นรถไฟรอบบ่าย

Hiroshima_Blog_061

Hiroshima_Blog_060

แอบเหลือบไปเห็นป้ายอาหารขึ้นชื่อของฮิโรชิม่าในสถานีรถไฟ หอยนางรมย่างและโอโคโนมิยากิ (และเราก็ได้ไปลองมาหมดแล้ว!)

Hiroshima_Blog_064

ภายในสถานี เห็นร้านอาหารญี่ปุ่นน่าทาน + ต้องทำเวลา เลยเข้าไปนั่ง มีหลายเมนูให้เลือก เช่น ข้าวหน้าเนื้อ ข้าวหน้าปลาไหล หอยนางรมย่าง ฯลฯ

Hiroshima_Blog_066

Hiroshima_Blog_068

Hiroshima_Blog_069

Hiroshima_Blog_070

อาหารมีทั้งแบบเซต และแยกเป็นจานครับ

Hiroshima_Blog_067

บรรยากาศภายในร้าน

Hiroshima_Blog_062

Hiroshima_Blog_063

ตรงข้ามกันมีร้าน Okonomiyaki ชื่อดัง “Mitchan”  ซึ่งมีหลายคนที่อยู่ที่นี่บอกว่าร้านนี้อร่อยสุดในฮิโรชิม่า คนรอคิวเยอะมากกก (ร้านนี้มีสาขาอยู่อีกแห่งใกล้กับ หมู่บ้านโอโคโนมิยากิ Okonomimura)

Hiroshima_Blog_071

ขณะที่อยู่ในสถานี เห็นหมาในชุดสีน้ำเงินกำลังยืนอยู่กับคนใส่แว่นดำ ใช่แล้ว น้องหมาตัวนี้กำลังแบกรับภารกิจที่ยิ่งใหญ่ในการช่วยเหลือคน และต้องฝึก ฝึก และฝึกกว่าจะมาทำหน้าที่นี้ได้

Hiroshima_Blog_059

แวะไปเก็บของที่โรงแรมก่อนมาขึ้นรถไฟต่อไปนาโกย่า

Hiroshima_Blog_075

ตรงดิ่งไปสถานี หาป้าย JR ก่อนเป็นอันดับแรก

Hiroshima_Blog_072

Hiroshima_Blog_073

ภายในสถานีมีร้านขายของกิน ของที่ระลึกให้เสียตังค์ตลอดทาง

Hiroshima_Blog_074

Hiroshima_Blog_076

Hiroshima_Blog_077

Hiroshima_Blog_079

Hiroshima_Blog_080

เจอคิทแคทส้ม หนึ่งในของหายากประจำทริป

Hiroshima_Blog_081

Hiroshima_Blog_082

Hiroshima_Blog_083

Hiroshima_Blog_084

Hiroshima_Blog_085

รถไฟหัวจรวดจอดเทียบท่า

Hiroshima_Blog_087

นอกเหนือจากหอยนางรมและโอโคโนมิยากิซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของฮิโรชิม่าแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องมาลองของที่นี่คือ Momijimanju หรือขนมรูปใบเมเปิ้ลสอดใส้ถั่ว

Hiroshima_Blog_086

ของอร่อยอีกอย่างที่ติดมือมาคือมันฝรั่งทอดกรอบรสโอโคโนมิยากิ! เห็นแวบแรกแล้วต้องซื้อมาลองให้ได้เชียว

Hiroshima_Blog_088

บอกลาฮิโรชิม่าด้วยแสงเทพจากริมหน้าต่างชินคังเซ็น แล้วพบกันตอนหน้า Nagoya, we’re coming!

Comments

comments

Share

Panupong Yokyongsakul

The Tourist Diary เกิดขึ้นจากความรักและความหลงใหลในเสน่ห์ของการเดินทาง-ท่องเที่ยวของผมและครอบครัว โดยมีจุดประสงค์เพื่อการบอกเล่าและแบ่งปันข้อมูล ประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยว ผ่านตัวอักษรและภาพถ่าย ในมุมมอง ความรู้สึก จากสายตาและหัวใจ ของนักเดินทางธรรมดาๆคนหนึ่ง ให้แก่เพื่อนเดินทางที่มีความต้องการในการเติมเต็มความฝันของชีวิตด้วยการท่องโลกใบนี้