รีวิวจัดเต็ม คุนหมิง ลี่เจียง แชงกรีล่า : [Part 1.1 – คุนหมิง เมืองหลวงแห่งมณฑลยูนนาน]

รีวิวจัดเต็ม คุนหมิง ลี่เจียง แชงกรีล่า [Part 1.1 – คุนหมิง เมืองหลวงแห่งมณฑลยูนนาน]

เริ่มออกเดินทางไป คุนหมิง กัน วันแรกของทริป ต้องสนุกอย่างแน่นอน

ตอนที่แล้ว Part 0 – ก่อนออกเดินทาง

——

Day 1 : Bangkok – Kunming

Good morning!
มาถึงที่ท่าอากาศยานดอนเมือง (DMK) ตั้งแต่ตีห้า โดย Flight กรุงเทพ – คุนหมิง ของเราออกเดินทางเวลา 06:50 น. ไปกับสายการบินไทยแอร์เอเชีย



ระหว่างรอขึ้นเครื่อง…


ขึ้นเครื่องมา ที่นั่งกว้างขวาง ยืดขาได้สบายๆ

เครื่องบินทะยานขึ้นฟ้าไปได้ไม่นาน หากนั่งทางฝั่งซ้ายของเครื่องจะเห็นกรุงเทพมุมสูงแบบนี้

นั่งไปได้สักพัก แอร์ฯก็เดินมาแจกใบขาเข้าที่จีนมาให้ เราก็กรอกให้เรียบร้อยครับ

อาหารบนเครื่อง ข้าวมันไก่ รสชาติโอเคเลยครับ

เริ่มเข้าสู่น่านฟ้าจีนแล้ว ใช้เวลารวมทั้งสิ้นประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ก็ถึงสนามบินคุนหมิงแล้วจ้า ทำเวลาได้ดีทีเดียว (เวลาที่จีนเร็วกกว่าไทย 1 ชั่วโมง)

มาดูแผนที่เมือง คุนหมิง สักเล็กน้อย จะเห็นว่าสนามบินอยู่ห่างจากในเมืองพอสมควรเลยทีเดียวครับ ส่วนที่พักเราชื่อ The Hump Hostel

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองคุนหมิง คือ

– Western Hills / Xishan Mountain & Dragon Gate ภูเขาซีซาน และ ประตูมังกร
– Shilin Stone Forest ป่าหินฉือหลิน + ถ้าจิ่วเซี่ยง (อยู่ห่างจากตัวเมืองไปไกลมาก เลยไม่ได้ไปครับ)
– Jin Bi Square จัตุรัสม้าทอง
– Yuantong Temple วัดหยวนทง
– Golden Temple ตำหนักทองจินเตี้ยน
– Cuihu Lake ทะเลสาบซุยหู

ต่อแถว ตรวจคนเข้าเมืองเสร็จ ก็ไปรับกระเป๋า จากนั้นก็หาทางเข้าเมืองกัน โดยวิธีเข้าเมืองคุนหมิง มีหลากหลายวิธี

1. Airport Shuttle Bus – ราคา 25 หยวนต่อคน มีหลายสายไปลงตามจุดต่างๆในเมือง
2. Taxi – สะดวกสบายที่สุด แต่ราคาค่อนข้างแพง ประมาณ 80-100 หยวน (ถ้าไปสัก 3-4 คน ก็คุ้มค่าอยู่)
3. Airport Rail Link – ตอนนี้รถไฟใต้ดินเส้นที่วิ่งเข้าไปกลางใจเมืองยังสร้างไม่เสร็จเรียบร้อยดี คงต้องรอสักพักครับ

จากที่ได้ทำการบ้านมา เราเลือกวิธีแรก คือ นั่ง Airport Shuttle Bus เข้าไป โดยเราเดินออกมาทางออกประตูหมายเลข 3 เพื่อซื้อตั๋วขึ้นรสบัสได้เลย เลือกขึ้นรถบัสหมายเลข 2 ที่จะไปทางสถานีรถไฟคุนหมิง (คือคิดไรไม่ออกไปลงแถวสถานีรถไฟคุนหมิงเลยครีบ เพราะเป็นศูนย์กลางของเมือง) บอกเขาว่า “หว่อเย่าชวู่ คุนหมิงหัวเชอจ้าน – ฉันอยากไปสถานีรถไฟคุนหมิง” แค่นี้เดี๋ยวเขาก็ออกตั๋วแล้วชี้ให้ไปขึ้นรถที่จอดฝั่งตรงข้าม

คำศัพท์ :
สถานีรถไฟ = หัวเชอจ้าน Huǒchē zhàn – 火车站

 

ในสนามบินคุนหมิงมี Free Wi-Fi ให้ใช้ด้วยนะครับ แต่เหมือนต้องมีแอพ We-Chat หรือไม่ก็ต้องมีเบอร์จีนก่อน

ถ้ากลัวหลง ให้สังเกตดีๆ ที่รถจะมีหมายเลขกำกับอยู่ว่า หมายเลขอะไร

เก็บกระเป๋าใต้ท้องรถเรียบร้อย ขึ้นมาจะเจอผู้หญิงคาดสายสะพายสีแดง ไม่ใช่นางงามที่ไหนครับ เป็นพนักงานต้อนรับบนรถ เธอจะคอยบอกเราว่า รถแล่นผ่านถึงไหนแล้ว


สนามบินคุนหมิงอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 25 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที – 1 ชั่วโมง รถก็มาจอดที่ Kunming Jin Jiang Hotel (ไม่ไกลจากสถานีรถไฟเท่าไร) เห็นผู้โดยสารคนอื่นๆลงจากรถหมด เลยลงตาม อารมณ์บ้านนอกเข้ากรุง ฮาๆ

พอมาถึงเมืองจีน ก็เจอ Culture Shock อย่างนึงคือที่ คุนหมิง การจราจรมีความแรนด้อมสูงมาก ทั้งคนขับรถและคนข้ามถนน ไฟแดงก็ไม่สน กูจะไป มีใครว่าอะไรมั้ย อีกอย่างคือ คนที่นี่ชอบบีบแตรกันเป็นกิจวัตร ขอให้ได้บีบเหอะ (คนที่ถูกบีบแตรใส่ก็ไม่สำนึกเลยสักนิด ใจพี่ทำด้วยอะไร ตอบ!) + รถที่นี่วิ่งชิดขวา ไม่เหมือนบ้านเรา เวลาข้ามถนนต้องดูดีๆ

เราลากกระเป๋าปุเลงๆมาฝั่งตรงข้ามเพื่อเรียก Taxi ไปที่พัก อ้อ ลืมบอกไปว่า ที่พักเราในคุนหมิง อยู่แถวๆ Jin Bi Square หรือเรียกง่ายๆว่า จัตุรัสประตูม้าทอง แลนด์มาร์คสำคัญของเมืองคุนหมิงครับ

คำศัพท์:
Jin Bi Square =  Jin Bi Guang Chang (จิน ปี้ ก๋วง ฉ่าง) 金碧广场


จากนั้นเราก็เดินข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม เพื่อไปโบกแท็กซี่ ผ่านมาคันนึง ผมยื่นใบจองโรงแรมเป็นภาษาจีนให้ดู คนขับก็ดูอยู่นานก่อนโบกไม้โบกมือ ไม่ไปส่งจ้า ผ่านมาอีกคันก็ขับผ่านไปเลยไม่สนใจ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีคันไหนไป

เวลามาเมืองจีน หากเราสื่อสารภาษาจีนไม่ได้ บอกเลยว่าการติดต่อกับคนที่นี่เป็นเรื่องที่ โคตรยาก! เพราะคนจีนบนท้องถนนเกือบทุกคนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้

แต่กระนั้น ใช่ว่าเราจะมีที่อยู่โรงแรม แล้วเขาจะไปถูกนะ บางคนไม่รู้จักโรงแรมว่าอยู่ไหนเลยซะด้วยซ้ำ (บางคนเอาใบจองโรงแรมไปดู เกาหัวแกรกๆ แล้วก็ส่ายหัวก่อนชิ่งรถหนีไป – สงสัยรีบไปส่งรถ)

เทคนิคที่ผมค้นพบภายหลัง แล้วคิดว่าเป็นไอเดียที่ไม่เลว คือ Print รูปโรงแรม หรือไม่ก็สถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ละแวกนั้นให้คนขับดู รับรองว่า จะช่วยลดปัญหาการสื่อสารกันไม่รู้เรื่องไปได้เยอะทีเดียว

ป.ล. Taxi เกือบทุกคันในจีนหรือในคุนหมิงจะมีแผงเหล็กกั้นระหว่างคนขับกับผู้โดยสาร เหตุผลน่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยมั้งครับ

แต่จนแล้วจนรอด ไม่มี Taxi คันไหนยอมไปส่งพวกเราเลย ขณะที่ยืนห่อเหี่ยวอยู่ตรงนั้น ก็เจอคุณป้าขี่สามล้อ ผ่านมาพอดี สวรรค์มาโปรดพวกเราแล้วว ค่าโดยสารแล้วแต่ต่อรองกัน ตกลงราคากันได้ 25 หยวน เสร็จแล้วก็กระโดดขึ้นรถทันที

เวลาถามราคา ให้พูดกับเขาว่า “ตัวเฉ่าเฉียน” duō shao qián 多少钱

ขอบอกว่า รถคันเล็กมาก นั่งได้เต็มที่ 2 คน พื้นที่ค่อนข้างแคบ วางกระเป๋าแทบไม่ได้ (ต้องวางไว้ตรงขา ได้แค่คนละกระเป๋าเท่านั้น) ก็เบียดๆกันไปครับ แป๊บเดียวก็ถึงที่พักละ

ถึงแล้ว Jin Bi Square ลานกว้างสำหรับคนเมืองคุนหมิง เป็นจุดนัดพบ มีร้านค้าร้านอาหารโดยรอบๆ

ที่พักของเราชื่อ The Hump Hostel ทางเข้าที่พัก เดินเข้าซอยมาหน่อย หาไม่ยากครับๆ ถ้าไม่มั่นใจก็ถามคนแถวนั้นได้

ที่พักไม่มีลิฟต์ ต้องเดินขึ้นบันไดไปสองสามชั้น ขึ้นมาบรรยากาศด้านในดีทีเดียว มีโต๊ะสนุ๊กเกอร์ โต๊ะปิงปอง บาร์ ร้านอาหาร ฯลฯ ที่นี่พนักงานพูดภาษาอังกฤษได้ด้วย เยี่ยมเลย



ด้านนอกเป็นดาดฟ้าให้เราไปนั่งชิลได้



เนื่องจากที่นี่เป็น Hostel หลายคนอาจคุ้นชินกับ ห้องแคบๆ เตียงสองชั้น ห้องน้ำรวม ฯลฯ แต่ที่นี่ยังมีห้องนอนแบบมีห้องน้ำในตัวด้วยครับ ราคาจะแพงกว่านิดนึง

รีวิวห้องพัก จาก Reception เดินเข้ามาไกลสุด  สภาพห้องพัก โอเคเลยครับ สะอาด ไม่มีแอร์ แต่มีพัดลมให้ กลางคืนอากาศเย็นสบาย เตียงค่อนข้างแข็ง แต่เป็นเตียงไฟฟ้า (ถ้าเปิดจะอุ่น นอนหลับสบายเลย) กลางคืนจะมีเสียงรบกวนจากข้างนอกนิดหน่อย เพราะที่พักติดถนนใหญ่ แต่ถ้าใครหลับง่ายก็ไม่มีปัญหา

Note: ส่วนใหญ่ที่พักในจีน รับเงินสดตอนเช็คอิน จ่ายตอนเข้าพัก (ตอนจอง Booking แค่สำรองวงเงินไว้เฉยๆ) และถ้าพัก Hostel จะมีค่ามัดจำ 10 หยวน ได้รับคืนตอนเช็คเอาท์

ราคาห้องอยู่ที่ประมาณ 200 หยวน (1,000 บาท) เท่านั้นเอง

พอเช็คอิน เก็บของเสร็จเรียบร้อยก็ออกมาเดินเล่นแถวตลาดรอบๆที่พัก + หาอะไรทาน มาจบที่ร้าน Dicos ร้าน Fast Food ชื่อดังของที่นี่ เน้นขายไก่ทอดเป็นหลัก

ไก่ทอดบ้านเค้าจะกรอบ + เค็มหน่อย รสชาติพอทานได้ครับ แต่ราคาแพงกว่าร้านแฟรนไชส์ที่เมืองไทย อย่างเซ็ตข้าว + ซุปนี้ก็ตกประมาณ 25 หยวน (125 บาท)

อิ่มท้องได้ที่ ก็ได้เวลาเดินเก็บภาพบรรยากาศ คุนหมิง ยามเย็น




จุดเด่นของจัตุรัสจินปี้ คือ ซุ้มประตูสองแห่งที่ตั้งหันหน้าเข้าหากัน

– ประตูม้าทอง (จินหม่า)
– ประตูไก่มรกต (ปี้จี)

โดยซุ้มประตูทั้งสองเปรียบเสมือนไฮไลท์สำคัญของเมืองคุนหมิงเลยก็ว่าได้ครับ

อย่างที่เคยเกริ่นไปก่อนหน้าว่า บริเวณที่เราอยู่นั้นชื่อว่า Jin Bi Square ดังนั้นถนนที่ทอดยาวผ่านบริเวณจัตุรัสนี้เลยมีชื่อว่า “Jin Bi Road หรือ จืนปี้ลู่” ถ้าแปลตรงตัวก็แปลว่า ถนนสีทองมรกต ตามชื่อของซุ้มประตูทั้งสองนั่นเอง


ตอนต่อไป >>  Part 1.2 – พิชิต เขาซีซาน ลอดประตูมังกร

 

—————-

 

Part 0 – ก่อนออกเดินทาง

Part 1.1 – คุนหมิงเมืองหลวงแห่งมณฑลยูนนาน

Part 1.2 – พิชิตเขาซีซาน ลอดประตูมังกร

Part 2.1 – ลี่เจียงเมืองมรดกโลก UNESCO

Part 2.2 – ภูเขาหิมะมังกรหยก & ไป่สุยเหอ ที่สุดแห่งความงามทางธรรมชาติ

Part 3.1 – แชงกรีล่า… เส้นขอบฟ้าที่จางหาย

Part 3.2 – วัดซงจ้านหลินสัมผัสกลิ่นอายของธิเบต

 

Comments

comments

Related posts:

Share

Panupong Yokyongsakul

The Tourist Diary เกิดขึ้นจากความรักและความหลงใหลในเสน่ห์ของการเดินทาง-ท่องเที่ยวของผมและครอบครัว โดยมีจุดประสงค์เพื่อการบอกเล่าและแบ่งปันข้อมูล ประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยว ผ่านตัวอักษรและภาพถ่าย ในมุมมอง ความรู้สึก จากสายตาและหัวใจ ของนักเดินทางธรรมดาๆคนหนึ่ง ให้แก่เพื่อนเดินทางที่มีความต้องการในการเติมเต็มความฝันของชีวิตด้วยการท่องโลกใบนี้