อยากประสบความสำเร็จ แค่อ่านหนังสืออย่างเดียวคงไม่พอ

success-1

เวลาว่างๆผมมักออกไปเดินตามร้านหนังสือ
ซื้อบ้าง ยืนอ่านฟรีบ้าง แล้วแต่โอกาส
ถ้าเล่มไหนดีจริง ลองอ่านปุ๊ป เฮ้ย ใช่เลย
จะตัดสินใจไม่นาน และก็หยิบไปจ่ายเงินทันที


และจากการสำรวจตลาดก็พบว่า ในช่วงหลังๆ
หนังสือที่ขายดิบขายดีส่วนใหญ่ คือ
หนังสือแนวพัฒนาตัวเอง ปลุกพลัง
หนังสือเกี่ยวกับการทำธุรกิจส่วนตัว
ออกมาเป็นจำนวนมาก ไม่รู้ต่อกี่เล่ม

ซึ่งชนิดของหนังสือก็สามารถบ่งบอก
ถึงเทรนด์หรือความสนใจ
ของคนในสังคมนั้นๆได้เป็นอย่างดี
และหนังสือเหล่านั้นก็สะท้อนสังคมเรา
ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันที่ …

 

ถ้าไม่แข่งขันกับคนอื่น ก็ต้องแข่งขันกับตัวเอง

 

ทำให้ผมเข้าใจได้ว่า
เดี๋ยวนี้ใครๆก็อยากประสบความสำเร็จ
อยากอยู่อย่างสุขสบายด้วยกันทั้งนั้น

นิยามความสำเร็จของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
บางคนอยากไปถึงจุดสูงสุดของสายอาชีพ
บางคนอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง
ขณะที่อีกคนอยากมีอิสระภาพทางการเงิน

แต่โดยภาพรวม คือ
เราทุกคนอยากให้ชีวิตตนเองดีขึ้น
ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง
มีบ้านสวยๆอยู่ มีรถหรูๆขับ
อยากหล่อ/สวย อยากรวยทรัพย์
โทรศัพท์ถ่ายรูปได้ (อันหลังไม่น่าเกี่ยว)

ทุกอย่างที่ว่ามา ล้วนต้องใช้ “เงิน” ทั้งสิ้น
ซึ่งเป็นแรงขับดันให้คนเกิดการพัฒนาตัวเอง
แสวงหาความมั่นคง ความมั่งคั่งในชีวิต
เพราะเราเชื่อว่า เงิน สามารถแก้ปัญหา
ได้หลายอย่าง และให้สิ่งที่ต้องการในชีวิตได้

คนสมัยนี้จึงให้ค่านิยมในเรื่องการเงิน
ชื่นชมคนที่ประสบความสำเร็จด้วยตัวเอง
หรือที่เรียกว่า Self-made  เป็นอย่างมาก
และเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้า
ในตัวบุคคลกลุ่มนี้ ที่สามารถสร้างตัว
สร้างฐานะได้ด้วยพละกำลังของตัวเอง

และนี่จึงเป็นที่มาของหนังสือหลายๆเล่ม
ที่บอกเล่าถึงเรื่องราวความสำเร็จเหล่านั้น
ก่อนจะไปถึงจุดนั้นได้ พวกเขาผ่านอะไรมาบ้าง

ผมไม่เคยสงสัยเลยว่า ทำไมคนถึงให้ความสนใจ
ในเรื่องนี้ เพราะหลายคนที่สำเร็จแล้วนั้น
คือคนที่เรา “เอื้อมถึงและสามารถจับต้องได้”
เขาเหล่านั้นก็มีภูมิหลัง มีต้นทุนพอๆกับเรา
บางคนเริ่มต้นจากศูนย์ ขณะที่อีกหลายคน
เริ่มจากติดลบ ซึ่งด้อยกว่าเราซะด้วยซ้ำ

ข้อดีของการอ่านหนังสือจำพวกนี้
นอกเหนือจากให้มุมมอง ปลูกวิธีคิดใหม่ๆ
โดยการสลัด Mindset แบบเดิมๆออกไป
เรายังไม่ต้องเสียเวลา ลองผิดลองถูก
หรือ ไปค้นคว้าหาความรู้เอง
ที่อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะทำได้


ในมุมมองของผม แค่การอ่านหนังสือ
(หรือขั้นสูงขึ้นมาหน่อย คือ
การเข้าคอร์สอบรมสัมมนา)
ไม่สามารถทำให้เราเก่งขึ้น
หรือรวยขึ้นในชั่วข้ามคืนได้

การรับข้อมูลดีๆเพียงอย่างเดียว
ไม่สามารถเปลี่ยนชีวิตเรา
ได้มากมายขนาดนั้น

สิ่งสำคัญที่สุดคือ
ต้องเอาความรู้ที่ได้ไปลงมือทำด้วย

ภาพที่อยู่ในหัว มันสวยงาม
กว่าโลกแห่งความจริงเสมอ
ซึ่งก็ทำให้คนทั่วไปกลัวการล้มเหลว
จนไม่กล้าที่จะเริ่มทำอะไร
สิ่งที่ทำให้หลายๆคนไม่ประสบความสำเร็จ
หรือไปไม่ถึงเป้าที่วางไว้ ก็คงเพราะเหตุนี้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ
การฝึกพูดภาษาอังกฤษ
แม้จะรู้หลักไวยากรณ์
ท่องได้เป๊ะๆ รู้หมดว่าควรใช้อย่างไร
แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังกลัวพูดผิด
พูดผิดแล้วน่าอาย เลยไม่พูดดีกว่า

การเรียนภาษา หากไม่สื่อสารออกมา
สิ่งที่เรียนมา มันก็สูญเปล่า
และภาษาของเราจะไม่มีวันดีขึ้นเลย


ปัจจัยอีกอย่างที่สำคัญ คือ
พื้นฐานครอบครัว ทักษะ ความรัก ความชอบ
ของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน
ดังนั้น ประสบการณ์คนอื่น
ไม่สามารถสอนเราได้ทั้งหมด 100%
เราต้องมาลองด้วยตนเอง

เวลาเห็นคนที่ประสบความสำเร็จ เราจะรู้สึกอยากเดินตามรอยเท้าเขา อยากเป็นเหมือนเขา แต่บางครั้งเรากลับลืมมองว่า ตัวเราเองทำอะไรได้บ้าง เราเก่งด้านไหน และทำอะไรได้ดี
ขณะที่หลายคนกำลังสงสัยว่า
อ่านหนังสือมาก็เยอะ
เข้าคอร์สอบรมสัมมนา
ราคาหลักพันหรือหลักหมื่นก็แล้ว
ปลุกพลังก็แล้ว อะไรก็แล้ว
แต่ทำไมชีวิตยังคงย่ำอยู่ที่เดิม

ผมมองว่า…
การอ่านหนังสือหรือเรียนจบแล้วอยู่เฉยๆ
โดยไม่เอาสิ่งที่เรียนรู้ ไปใช้กับตัวเอง
ปล่อยผ่านเลยไปเรื่อยๆ ไม่มีความคืบหน้า
ก็ไม่ต่างอะไรกับการเสียเวลา เสียเงินฟรีๆ

แต่ก็ไม่ได้บอกว่า
สิ่งที่ทำไปมันจะสูญเปล่านะครับ

การจ่ายเงินให้กับการหาความรู้
ซื้อประสบการณ์จากหนังสือ
หรือเข้าสัมมนาล้วนเป็นสิ่งที่ดีมาก
ตราบใดที่เรายินดีจะจ่าย
และไม่กระทบกับเงินในกระเป๋าของเรา

แต่สำหรับความรู้ที่มีราคา
โดยเฉพาะคอร์สเรียนแพงๆ
หลักหลายพันหรือหลายหมื่น
ควรคิดให้มากๆ ก่อนตัดสินใจว่า
“เราอยากเรียนจริงๆไหม?”
“แล้วเราจะเอาความรู้ที่ได้ไปใช้ต่อได้อย่างไร?”

เดี๋ยวนี้ความรู้ บทความ คอนเทนต์ดีๆ
หาอ่านได้ง่ายบนโลกอินเทอร์เน็ต
แถมสัมมนาดีๆฟรีๆก็มีอยู่เยอะ
ลองเริ่มจากตรงนั้นก่อนก็ได้ครับ
แล้วค่อยต่อยอดไปในระดับที่สูงขึ้น

หากเราคิดจะเริ่มทำอะไรสักอย่าง
การเก่งแต่ทฤษฏี แต่ไม่เก่งปฏิบัติ คงไม่เวิร์คแน่
หรือเก่งปฏิบัติ แต่ทฤษฎีไม่ได้ ก็คงต้องเหนื่อยหน่อย
คนที่ประสบความสำเร็จ ต้องมีทั้งสองสิ่งนี้อยู่ในตัว

สำหรับคนที่กำลังสับสนว่าจะควรตั้งต้นจากจุดไหนดี
ผมอยากแนะนำให้เริ่มจากการเปลี่ยนแนวคิดก่อน
อ่านหนังสือดีๆ ป้อนสิ่งที่เป็นประโยชน์ใส่ตัวเยอะๆ

พอแนวคิดเริ่มได้ Mindset เริ่มถูก
จากนั้นก็ฝึกฝนแล้วลงมือทำอย่างต่อเนื่อง
ทำทีละอย่าง อย่าจับจด ไปทางโน้นทีทางนี้ที
แล้วก็อย่าลืมหมั่นเช็คตัวเองอยู่เรื่อยๆว่า
สิ่งที่เราทำไปนั้น โอเคไหม
เข้าใกล้เป้าหมายที่เราตั้งไว้หรือยัง?


ถ้าเปรียบเทียบระหว่างอ่านหนังสือกับการขับรถ
การอ่านหนังสือ คงเปรียบได้กับ
การวางแผนเดินทาง ฝึกหัดขับรถ
อยู่ในพื้นที่เล็กๆที่คุ้นเคยแต่ก็สบายดี
มีความสุขได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องคิดถึงคนอื่น

การศึกษาเส้นทางอย่างละเอียด รู้กฏจราจร
ย่อมทำให้เราขับรถได้ถูกต้อง ปลอดภัยและไม่หลงทาง
เหมือนมีตัวช่วยคอยชี้นำทางเราอยู่
แต่เราจะไม่มีทางรู้หรอกว่า ถนนจริงๆเป็นอย่างไร
ระหว่างทาง เราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

ส่วนการลงมือทำ ก็คงเหมือนกับ
การขับรถบนถนนใหญ่
เราจะไม่มีวันขับรถเป็น ถ้าไม่ได้ออกสู่โลกกว้าง

การเลี้ยวผิดทิศ หลงทางบ้างอะไรบ้าง
คือเสน่ห์ของการเดินทางที่ทำให้เราได้เรียนรู้
เปรียบดัง เส้นทางความสำเร็จ
ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรรอเราอยู่ข้างหน้า

ขอเพียงแค่มีสติพร้อมรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น สนุกไปกับมัน
หากเหนื่อยล้าก็แค่หยุดพักและชื่นชมสิ่งสวยงามข้างทางบ้าง
อาจจะถึงที่หมายช้าหน่อยแต่สักวันต้องไปถึงอย่างแน่นอน

ผมเชื่อว่า ชีวิตเราจะก้าวไปอีกขั้น หรือเดินต่อไปได้
ล้วนเกิดจากการลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ

ก้าวเล็กๆในวันนี้ อาจเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ในวันหน้า
ก้าวเล็กๆอย่างช้าๆ ย่อมดีกว่า การหยุดอยู่กับที่ ไม่ก้าวออกไปเลย

Credit: Storylog

Comments

comments

Related posts:

Share

Panupong Yokyongsakul

The Tourist Diary เกิดขึ้นจากความรักและความหลงใหลในเสน่ห์ของการเดินทาง-ท่องเที่ยวของผมและครอบครัว โดยมีจุดประสงค์เพื่อการบอกเล่าและแบ่งปันข้อมูล ประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยว ผ่านตัวอักษรและภาพถ่าย ในมุมมอง ความรู้สึก จากสายตาและหัวใจ ของนักเดินทางธรรมดาๆคนหนึ่ง ให้แก่เพื่อนเดินทางที่มีความต้องการในการเติมเต็มความฝันของชีวิตด้วยการท่องโลกใบนี้