JUMC Next 11 : Day 7 – Financial Accounting & Startup – คุณไผท ผดุงถิ่น (BUILK)

Day 7 Financial Accounting
.
ช่วงบ่ายเป็นคลาส บัญชีเบื้องต้น (Financial Accounting) ของ อ.ดร.ปริญดา มณีโรจน์ จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ เนื่องจากเป็นวิชาที่ต้องใช้ความเข้าใจสูง (ถ้าได้แผ่งบมาให้อ่านจะเข้าใจมากยิ่งขึ้น) บล็อกนี้เลยขอสรุปเท่าที่ได้ครับ
.
บัญชี คืออะไร?
บัญชี คือ การบันทึกรายการเพื่อจัดทำงบการเงิน โดยการบันทึกรายการต้องอยู่ภายใต้ หลักการบัญชีที่รองรับทั่วไป (เมื่อก่อนแต่ละประเทศจะมีหลักการบัญชีเป็นของตัวเอง แต่เดี๋ยวนี้เริ่มปรับเข้ามาเป็นมาตรฐานเดียวกัน)
.
งบการเงิน มีกี่ประเภท?
1. งบแสดงฐานะการเงิน
2. งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ
3. งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น
4. งบกระแสเงินสด
5. หมายเหตุประกอบงบการเงิน
.
สมการบัญชี (หัวใจหลักของวิชานี้) >> สินทรัพย์ (Assets) = หนี้สิน (Liabilities) + ส่วนทุน (Capital)
.
สินทรัพย์ คือ ทรัพยากรที่มีอยู่ในความควบคุมของกิจการ โดยเป็นผลของเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งกิจการคาดว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจากทรัพยากรนั้นในอนาคต สินทรัพย์แบ่งออกเป็น
1. สินทรัพย์หมุนเวียน คือ สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น เงินสด ตั๋วเงินรับ ลูกหนี้การค้า (ลูกค้าที่ซื้อสิรค้าแต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน) สินค้าคงเหลือ ฯลฯ
2. สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน คือ สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ เช่น ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ ฯลฯ
.
หนี้สิน คือ ภาระผูกพันในปัจจุบันของกิจการ โดยเป็นผลจากเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งการชำระผูกพันนั้นคาดว่าจะส่งผลให้กิจการสูญเสียทรัพยากรที่มีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ หนี้สินแบ่งออกเป็น
1. หนี้สินหมุนเวียน เช่น ค่าสาธารณูปโภคค้างจ่าย (ค่าน้ำ ค่าไฟ) เจ้าหนี้การค้า (เช่น Supplier เราซื้อของเค้า เลยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย)
2. หนี้สินไม่หมุนเวียน เช่น เจ้าหนี้เงินกู้ (เช่น ธนาคาร เราต้องจ่ายดอกเบี้ย)
.
ส่วนทุน คือ ส่วนได้เสียคงเหลือในสินทรัพย์ของกิจการหลังหักหนี้สินออกแล้ว โดยเราเรียกส่วนทุนของกิจการแต่ละแบบไม่เหมือนกัน
1. กิจการเจ้าของคนเดียว = ส่วนของเจ้าของ (Owner’s Equity)
2. กิจการห้างหุ้นส่วน = ส่วนของผู้เป็นหุ้นส่วน (Partners’ Equity)
3. กิจการบริษัทจำกัด = ส่วนของผู้ถือหุ้น (Stockholders’ Equity หรือ Shareholders; Equity)
ซึ่งส่วนทุนจะประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ คือ
     1) ส่วนที่ผู้เป็นเจ้าของนำมาลงทุน = หุ้นสามัญ + ส่วนเกินมูลค่าหุ้น
     2) ส่วนที่เกิดจากผลการดำเนินงาน = กำไรสะสม รายการตามสมการบัญชีจะแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล)
.
สมการกำไรขาดทุน >> กำไรสุทธิ/ขาดทุนสุทธิ (Net Profit/Net Income) / (Net Loss) = รายได้ (Revenue) – รายจ่าย (Expense)
.
รายได้ คือการเพิ่มขึ้นของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในรอบระยะเวลาบัญชี (ไม่รวมเงินทุนที่ได้รับจากผู้มีส่วนร่วมในส่วนของเจ้าของ)
1. รายได้ทางตรง เช่น ยอดขายสินค้า
2. รายได้อื่น เข่น ดอกเบี้ยจากพันธบัตรรัฐบาล
.
ค่าใช้จ่าย คือ การลดลงของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในรอบระยะเวลาบัญชี (ไม่รวมการแบ่งปันส่วนทุนให้กับผู้มีส่วนร่วมในส่วนของเจ้าของ)
1. ต้นทุนขาย
2. ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
3. ค่าใช้จ่ายอื่น
4. ดอกเบี้ยจ่าย
5. ภาษีเงินได้
รายการตามสมดารกำไรขาดทุนจะแสดงอยู่ใน งบกำไรขาดทุนแบบเบ็ดเสร็จ
.
Day 7 Startup
.
เป็นอีกคลาสที่ทุกคนตั้งตารอ เพราะ Guest Speaker วันนี้ หาฟังได้ยากมาก – Patai Padungtin คุณไผท ผดุงถิ่น (พี่โบ๊ท) ผู้ก่อตั้ง BUILK.com เว็บไซต์/ซอฟต์แวร์บริหารธุรกิจก่อสร้าง ฟรี รายแรกในเอเชีย & YELLO x BUILK ร้านขายวัสดุก่อสร้างออนไลน์ (ผู้อยู่เบื้องหลังแคมเปญเจ๊จู ไวรัลที่ดังชั่วข้ามคืน) นอกจากนี้ยังเคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคม Tech Startup Thailand อีกด้วย
ประวัติส่วนตัว พี่โบ๊ทจบวิศวะจุฬา (สาขาวิศวกรรมโยธา) ช่วงใกล้จบปี 4 ได้รู้จักกับคุณศิริวัฒน์ วรเวชวุฒิคุณ (หรือที่เรารู้จักในชื่อ ศิริวัฒน์แซนด์วิช) พี่โบ๊ทเจอคุณศิริวัฒน์ตอนมาขายแซนด์วิชที่คณะ ได้พูดคุยกันและเกิดแรงบันดาลใจ อยากเป็นผู้ประกอบการบ้าง
.
พอเรียนจบ พี่โบ๊ทก็ได้ไปทำงานเป็นวิศวกรในบริษัทรับเหมาก่อสร้าง แต่ทำไปได้สักพักก็ลาออกมาทำเอง เพราะมีต้นทุนจากที่บ้านด้วยส่วนนึง + อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ พอเริ่มทำธุรกิจของตัวเองได้ไม่นานก็เกิดปัญหาสารพัด – ควบคุมต้นทุนไม่ดีเท่าไร ทำให้ Margin ต่ำ แม้ว่าพอหมุนเงินได้ แต่ธุรกิจก็โตได้ไม่ดีเท่าที่ควร + เจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ทำให้กระทบกับอุตสาหกรรมก่อสร้างหลายด้าน พี่โบ๊ทเลยมีแนวคิดสร้างซอฟต์แวร์ขึ้นมาช่วยเหลือวงการก่อสร้างที่ตัวเองเชี่ยวชาญและถนัด สร้างระบบที่สามารถรัน + ทำเงินได้ในตัวมันเอง และนี่จึงเป็นที่มาของ BUILK
.
เนื่องจากพี่โบ๊ท คลุกคลีกับวงการ Startup มานาน เลยเป็นโอกาสดีที่ได้มาเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการทำ Startup ให้พวกเราฟัง
.
  • Startup คือ ธุรกิจเริ่มต้นใหม่ที่สามารถเติบโตได้เร็ว (และมีเทคโนโลยีมาช่วยขับเคลื่อน)
    “Startup is a company, or temporary organization designed to search for a repeatable and scalable business model” … Steve Blank
    *
    ค้นหาโมเดลธุรกิจที่ทำซ้ำได้ (Repeatable) และขยายตัวได้ (Scalable) อย่างก้าวกระโดด (โดยใช้ต้นทุนเพิ่มเพียงเล็กน้อย) หรือเอาแบบนิยามสั้นๆ Startup = สเกลได้ + ไปได้เร็ว + อยู่ได้นาน
    .
  • Startup Growth Hacking คือการหาเทคนิคที่ทำให้ Startup โตได้อย่างรวดเร็ว (ส่วนมากคือการเพิ่มผู้ใช้งาน) มี 3 เฟสคือ
    1) Product / Market Fit – จุดที่ตลาด Say Yes กับผลิตภัณฑ์ของคุณ
    2) Optimize Value Engine – ตัวอย่าง Instagram เป็น platform ที่ทรงพลังมาก
    3) Growth – ถ้าไม่โต Startup ใหม่ๆจะมาล้มได้
    .
  • องค์ประกอบ 3 ส่วนของ Growth Hacking
    1) Marketing ออกแคมเปญให้คนรู้จัก
    2) Programming เขียน code สร้าง app มารองรับผู้ใช้งาน
    3) Data Analysis วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า/ผู้ใช้งาน
    .
  • Startup ไม่ได้ทำแล้วรวยเร็วทุกคน >> แต่รวยได้ ถ้ารู้เร็ว + ไปถูกทาง (+ ทุ่มเท + ทำงานหนัก)
    .
  • Startup = โอกาสในการแก้ปัญหา = ความคิดสร้างสรรค์ x เทคโนโลยี
    .
  • ใช้เงินผิดประเภท Growth ไม่ถูกวิธี Startup ก็ล้มเหลวได้
    .
  • คนไทยสอนแค่ Creativity แต่ไม่ได้สอน Technology & Innovation
    .
  • ช่วงแรกพี่โบ๊ทคิดถึงเรื่องระบบการทำเงินจากค่าสมาชิกรายเดือนของซอฟต์แวร์ก่อสร้าง + เคยส่งโปรเจคประกวดที่จุฬาฯ ชนะด้วย คือดีในเชิงทฤษฎี แต่พอมาทำจริงแล้วไม่เวิร์ค เพราะพวกผู้รับเหมาไม่อยากจ่ายค่าสมาชิกรายเดือน >> ตอนหลังปรับ Business Model เป็นการเก็บ Big Data ข้อมูลเชิงลึกของบริษัทต่างๆในอุตสาหกรรม แล้วหารายได้จากข้อมูลตรงนี้แทน
    .
  • อุตสาหกรรมก่อสร้างไม่มี Growth Hacking แต่มี Growth Networking/Handshaking
    .
  • ทุก Startup วิ่งเข้าหา Scalable แต่ลองมองมุมกลับ เราไม่จำเป็นต้องรีบ Scalable ขนาดนั้นก็ได้
    .
  • YELLO x BUILK ส่วนผสมที่ลงตัว ออกมามาลุยตลาด E-Commerce วัสดุก่อสร้าง โดย BUILK เด่นเรื่องฐานข้อมูล ส่วน YELLO เด่นเรื่องแพลตฟอร์มค้าขายสินค้าออนไลน์ (BUILK = Marketing Channel / Yello = Sales Channel)
    .
  • เจ๊จู = แคมเปญโปรโมต E-Commerce https://www.youtube.com/watch?v=qKj…
.
13442366_993424907421290_8589816592084380206_n
.
The Silicon Valley Culture : Share & Learn
  • Motto ใน Silicon Valley : Don’t Eat Alone อย่ากินข้าวคนเดียว (หาคนร่วมวงกินข้าว/พูดคุยด้วยเสมอ)
    .
  • เมืองไทยติดระบบ Seniority, ที่ซิลิคอนวัลเล่ย์ Fair Game มากกว่า
    .
  • ได้เข้าร่วม 500 Startups 1 ใน 3 Accelerator Program ที่ดีที่สุดในโลกเปรียบเสมือนเครื่องเร่งเวลาให้กับ Startup ตัวเอง ให้ไปได้ไกล + เร็วยิ่งขึ้น
    .
  • เวทีนี้เอามวยวัดที่มี Passion มารวมกัน (ตอนที่ไป คนในค่าย อายุเฉลี่ย 33 ปี = Big Boys Play Hard) โปรแกรมนี้ยาว 4 เดือน ถูกออกแบบมาเพื่อรีดพลังแฝงในตัวคนเข้าร่วม/Founder ออกมาให้ได้มากที่สุด เดือนที่ 1 – Product Management เดือนที่ 2 – Growth Hacking เดือนที่ 3 – Fund Raising เดือนที่ 4 – Presentation/Pitching
    .
  • องค์กรที่สามารถสร้าง/ปลูกนิสัยบางอย่างในตัวผู้บริโภคได้ น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น LINE ถึงแม้ว่าทุกวันนี้ ธุรกิจจะขาดทุน (Subsidize คนขาย) แต่ก็มีแนวโน้มให้ผลตอบแทน (อย่างสาสม) ได้ในภายหลัง
    .
  • เวลาสร้าง App ต้องสร้าง Habit Forming ให้ User ใช้เวลากับแอพนานๆ
    .
  • BJ Fogg’s Behavior Model การเปลี่ยนพฤติกรรมคน มีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ Motivation / Ability / Trigger ต้องเกิดทั้งสามส่วน ถึงจะเกิดการกระทำเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ยกตัวอย่างเช่น โทรศัพท์ดังในห้องเรียน ขณะสอนอยู่ – โทรศัพท์ต้องเป็นสายสำคัญ เช่น คุณแม่โทรมา (Motivation) + เราสามารถรับโทรศัพท์ได้ (Ability) + โทรศัพท์ต้องดัง/สั่นให้เรารู้สึก (Trigger)
    .
  • Turning Assumption into Facts, Success or Failed, You Learned
    .
พอได้ฟังพี่โบ๊ท ไผท ผดุงถิ่น เล่าเรื่องชีวิตของเค้า ก็รู้สึกได้เลยว่า ชีวิตจริงสนุกกว่านิยาย เพราะมีครบทุกอารมณ์ – สุข เศร้า สิ้นหวัง สำเร็จ ผมค้นพบว่า คนที่ประสบความสำเร็จ เป็นคนที่ผ่านอะไรมาเยอะแยะมาก กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ (เลยมีเรื่องมาเล่าให้ฟังไม่รู้จบ)
.
อีกหนึ่งคาแรคเตอร์ของคนที่ประสบความสำเร็จ ที่สังเกตเห็นได้ คือ “การรอคอยความสำเร็จ” ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในปัจจุบันขาดตรงนี้ไป หลายคนอยากรวยเร็ว อยากรวยทางลัด แต่ไม่มีความอดทนพยายาม พอทำไปแล้ว เฟล แล้วก็ล้มเลิกไม่ทำต่อ แต่คนสำเร็จจะเชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง และหาทางที่ใช่สำหรับตัวเองได้ ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม
 .
 .

ท่ายอดฮิต เจ๊จู

Comments

comments

Panupong Yokyongsakul

The Tourist Diary เกิดขึ้นจากความรักและความหลงใหลในเสน่ห์ของการเดินทาง-ท่องเที่ยวของผมและครอบครัว โดยมีจุดประสงค์เพื่อการบอกเล่าและแบ่งปันข้อมูล ประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยว ผ่านตัวอักษรและภาพถ่าย ในมุมมอง ความรู้สึก จากสายตาและหัวใจ ของนักเดินทางธรรมดาๆคนหนึ่ง ให้แก่เพื่อนเดินทางที่มีความต้องการในการเติมเต็มความฝันของชีวิตด้วยการท่องโลกใบนี้