JUMC Next 11 : Day 6 – Organizational Behavior & Creative Business – คุณรวิศ หาญอุตสาหะ (ศรีจันทร์)

Day 6 Leadership & Organizational Behavior
.
ช่วงบ่ายเป็นคลาสของ รศ.ดร. อนันต์ชัย คงจันทร์ จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ พูดถึงเรื่อง ความเป็นผู้นำและพฤติกรรมองค์การ (Leadership & Organizational Behavior)
.
ทำไมถึงต้องเรียนวิชานี้?  เพราะวิชานี้ช่วยให้เราเข้าใจว่า…
– ทำไมพนักงานถึงมีพฤติกรรมแบบนั้น
– ทำไมการทำงานของคน/กลุ่มนึงถึงมีประสิทธิผลมากกว่าคน/กลุ่มอื่น
– ทำไม Put the Right Man to the Right Job ถึงมีความสำคัญ
.
จริงๆแล้ววิชานี้ คือ อะไร?
วิชา Organizational Behavior (OB) คือวิธีคิดแบบหนึ่งที่ใช้ศาสตร์หลายแขนงเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการทรัพยากรในองค์กร โดยมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยภายในของคน (ที่มีแนวคิด ทัศนคติและประสิทธิภาพในการทำงาน แตกต่างกับเครื่องจักร)
.
ในยุคแรกๆ ยังไม่มีหลักบริหารจัดการออกมา เน้นการลองผิดลองถูก (Trial & Error) เป็นหลัก จนกระทั่งยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม จึงมีการนำหลักบริหารจัดการมาใช้ และเมื่อประมาณ 100 ปีก่อน วิชาการจัดการ (Management) ได้ถือกำเนิดขึ้นโดยวิศวกรสองคน ที่ชื่อ Frederic Taylor (ชาวอเมริกัน) และ Henri Fayol (ชาวฝรั่งเศส) ซึ่งทั้งสองก็มีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แตกต่างกัน โดย
.
1. Frederic Taylor เน้นไปทาง Sciencetific Management หรือการใช้หลักการบริหารจัดการอย่างมีหลักเกณฑ์ มีการกำหนดขั้นตอนการทำงาน เน้นประสิทธิภาพเป็นหลัก หาว่าวิธีการที่ดีที่สุดคืออะไร
.
2. Henri Fayol เน้นไปทาง Functions of Management มากกว่า โดยแบ่งขั้นตอนการบริหารจัดการออกเป็น 4 ส่วนคือ Planning / Organizing / Directing / Controlling โดยในยุคต่อมาจนถึงปัจจุบัน ได้มีการเปลี่ยนบทบาทของผู้นำในองค์กรใหม่ โดยเปลี่ยนจากคำว่า Directing เป็น Leading
.
  • Directing คือวิธีนึงของ Leading – เรา Direct คนที่ไม่มีความรู้ กำกับ บอกให้ทำทุกอย่าง แต่เราจะ Lead คนที่มีความรู้ (บอกแค่เป้าหมาย เดี๋ยวพวกเขาจะไปทำต่อเอง)
  • ปัจจัยที่เลือกวิธี Leading คือ ความรู้ ความสามารถของคนที่มาทำงานกับเรา
  • ผู้นำที่ดี คือ คนที่ทำให้งานเดินต่อไปได้จนสำเร็จ
  • ประสิทธิผล (Effectiveness) คือ การบรรลุเป้าหมาย ตามที่กำหนด ส่วนประสิทธิภาพ (Efficiency) เราจะมองเรื่องของ Input ที่ใส่เข้าไปในระบบ แล้วเกิดผลลัพธ์อย่างไร (เช่น ต้นทุนเท่ากัน วิธีนึงใช้เวลาน้อยกว่า ถือว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า)
  • ในศาสตร์การจัดการ ประสิทธิผล มาก่อน ประสิทธิภาพ

.

พฤติกรรมของคนในองค์การ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก
.
1) Individual ปัจจัยส่วนบุคคล – เกิดจากทัศนคติ ความสนใจ แรงจูงใจ คุณค่าของแต่ละคน การรู้จักตนเอง การรู้จักเข้าใจจิตใจผู้อื่น
.
2) Group ปัจจัยกลุ่ม – เกิดจากโครงสร้างของกลุ่ม บทบาท หน้าที่ของแต่ละคน การติดต่อสื่อสาร ความขัดแย้งภายในกลุ่ม เพื่อนและคนรอบข้าง มีอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของเรา ตัวอย่างเช่น คนฝั่งโลกตะวันออก ถูกหล่อหลอมให้คิดแบบเรา (We-Concious) ต้องดูแลพ่อแม่ ครอบครัว อยู่กันเป็นกลุ่ม (Collectivism) มากกว่าคนฝั่งโลกตะวันตก
.
3) Organization ปัจจัยองค์การ – โครงสร้างองค์การ กฎระเบียบต่างๆ รวมทั้งนโยบายในเรื่องทรัพยากรบุคคล)
  • Perception vs Fact ชีวิตเรามีการประเมิน ตัดสิน เหตุการณ์ การกระทำ หรือสิ่งต่างๆรอบตัวอยู่ตลอดเวลา แต่บางครั้งการตัดสินของเราไม่ได้เกิดจากความเป็นจริง แต่เกิดจากมุมมอง ประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับเรา ดังนั้น เราควรพิจารณาตัดสินจากความจริงที่เกิดขึ้นมากกว่า อย่าเพิ่งด่วนตัดสินคนจากสิ่งที่เห็น/สิ่งที่ได้ยินมา
    .
  • Leader vs Manager
    Leader does right things – เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมกับองค์กร
    Manager does things right – ทำทุกเรื่องที่ถูกต้องตามกฎระเบียบที่วางไว้ ยึดในกรอบมากกว่า

.

Systems Theory ระบบประกอบด้วย Inputs >> Process >> Outputs >>Environment รวมถึงการฟัง Feedbacks เพื่อนำไปปรับปรุง
.
1) Inputs
เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากร (4M – Man Money Materials Management) – เช่น การคัดสรรบุคคลเข้ามาทำงานในองค์กร
.
2) Process
ระบบภายใน ซึ่งอาจมีหลาย Sub-System เกี่ยวข้องกัน
.
3) Outputs
ผลลัพธ์ที่เกิดจากการใส่ Input เข้าไปในระบบ (เช่น การประเมิน/การสอบ ผลตอบรับจากบริษัทที่นักศึกษาเข้าไปทำงาน)
.
4) Environment
สภาพแวดล้อม มี 3 ระดับ คือ
– General (Macro) Environment เช่น เศรษฐกิจ การเมือง สังคม
– Specific (Micro) Environment เช่น ลูกค้า Supplier
– Internal Environment เช่น บุคลากรภายใน
.
  • ควรเริ่มต้นมองให้ครบวงจร ตั้งแต่ Inputs มองปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในระบบ เราก็จะสามารถหาวิธีแก้ปัญหาจุดนั้นได้อย่างถูกต้อง
    .
  • ถ้า Outputs ไม่ดี แสดงว่า คน (Inputs) หรือ ระบบ (Process) ไม่ดี
    .
  • การพัฒนาคนในองค์กร 10% เกิดจากการเรียนรู้เชิงทฤษฏี (Theory), 20% เกิดจากกระบวนการสอนงาน (On-the-job Training & Coaching) และอีก 70% เกิดจากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง (Self-Learning) ซึ่งอย่างหลังสำคัญที่สุด

.

Day 6 Creative Business
.
เป็นคลาสที่ทุกคนตื่นเต้นมาก เพราะจะได้เจอ คุณรวิศ หาญอุตสาหะ (พี่แท็ป) นักธุรกิจ นักเขียน ผู้อยุ่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์ “ศรีจันทร์” ที่เรารู้จักกันดี คลาสนี้ยังถือเป็นครั้งแรกของพวกเราที่ได้พบกับเจ้าของกิจการตัวเป็นๆ มาถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับพวกเราในค่าย JUMC ครั้งนี้
.
ประวัติคร่าวๆ พี่แท็ปจบวิศวะจุฬาฯ ต่อโท MBA ที่อเมริกา และได้ไปทำงานเป็น Trader ที่นั่น ซึ่งเป็นงานชอบมาก คือทุกอย่างโอเคหมด แต่วันนึงก็มีเหตุต้องกลับมาช่วยธุรกิจศรีจันทร์ที่บ้าน (คุณปู่เป็นคนดูแลอยู่) ซึ่งคุณปู่ก็อายุมากแล้ว ทำไม่ไหว พี่แท็ปเลยขอหัวหน้างาน (ที่อเมริกา) กลับมาช่วยงานที่บ้านสักปี ถ้าไม่เวิร์คจะกลับมาทำที่เดิม
.
พอกลับมาที่ศรีจันทร์ ก็ต้องตกใจกับสภาพแวดล้อมภายใน คือ หลายอย่างยังโบราณมาก ทั้ง เครื่องพิมพ์ดีด ทุกอย่างยังจดด้วยมือ ทำด้วยกระดาษหมด จนเพื่อนคนนึงแซวว่า “โรงงานมึง เอาไปถ่ายทวิภพได้เลยว่ะ” พี่แท็ปหัวเราะ 555+
.
จากนั้นพี่แท็ปก็ค่อยๆเข้ามาปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานในองค์กร วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์มาเรื่อยๆ เปลี่ยนภาพลักษณ์ ศรีจันทร์ จากแบรนด์ที่ดูเชย โบราณในสายตาคนไทย ให้กลายเป็นแบรนด์ที่ทันสมัย เข้ากับคนหนุ่มสาวในยุคนี้ได้อย่างกลมกลืน
.
พี่แท็ปเล่าถึง Kotter’s Change Model ซึ่งเป็นโมเดลเพื่อจัดการ “การเปลี่ยนแปลง” ให้เกิดความสำเร็จในองค์กร คิดค้นขึ้นโดยศาสตราจารย์ John Paul Kotter เขียนไว้ในหนังสือ Change Management หนึ่งในคัมภีร์ที่ Consultant และ คนทำธุรกิจต้องอ่าน และอยู่ใน Boxset ของ Harvard Business School – Kotter’s Change Model มี 8 ขั้นตอน คือ

Kotter’s Change Model
.
1. Establish a Sense of Urgency
– สร้างความคิดความรู้สึก “รีบด่วน” ในสิ่งที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลง ในช่วงแรกๆ ผลิตภัณฑ์ศรีจันทร์ลูกค้ามองข้าม บริษัทกำลังก้าวถอยหลัง เพื่อแก้ปัญหานี้ จึงต้องสร้างความรีบเร่งในองค์กร เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ทุกคนตระหนักว่า “ไม่เปลี่ยนไม่ได้แล้ว” ชี้ให้เห็นวิกฤต โอกาสและช่องทางการดำเนินธุรกิจ ยกตัวอย่างโฆษณาขนม ROM จากประเทศโรมาเนีย ที่เคยเปลี่ยนแพ็คเกจเป็นธงชาติสหรัฐพักนึง จนคนต่อต้านมาก ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นธงชาติโรมาเนียเหมือนเดิม
.
2. Create a Guiding Coalition
– สร้างความร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียว ให้คนที่เหมาะสม มีความเชี่ยวชาญ มาลงเรือลำเดียวกัน โดยผู้นำต้องบอกว่า เรากำลังไปที่ไหน และกำหนดให้คนในทีมต้อง
>> Shared Objective – มีเป้าหมายร่วมกัน
>> Trust – มีความไว้เนื้อเชื่อใจ อย่าล้วงลูก
>> Right People – Power, Expertise and Credibility – มีอำนาจ มีความเชี่ยวชาญและน่าเชื่อถือ
.
3. Develop a Change Vision ข้อนี้สำคัญ
– สร้างวิสัยทัศน์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง วิสัยทัศน์ คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวคนที่มาทำงานด้วย ตัวอย่างในการตั้งคำถามที่ช่วยกระตุ้นลูกน้องในบริษัท เช่น “ถ้าพรุ่งนี้บริษัทของเราไม่อยู่แล้ว ยังมีคนคิดถึงมั้ย” เพราะว่าวิสัยทัศน์ที่ดี จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนลงมือทำสิ่งใหม่ๆ (Vision inspires people to take action) ตัวอย่างที่ดีสำหรับ องค์กรที่ถ่ายทอด Vision ออกมาได้ดี + แข็งแรง คือ Google & Alibaba (Google Search on 2014 / วีดีโอแจ็ค หม่า เล่าถึงความฝันให้กับทีมในอพาร์ทเมนต์ของเขา ก่อนที่ Alibaba จะเกิดขึ้น)
.
6 สิ่งที่ทำให้วิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้มีประสิทธิผล คือ
1) วิสัยทัศน์ท้าทาย แต่สามารถทำให้บรรลุผลได้
2) วาดภาพอนาคตที่ชัดเจน
3) ต้องเข้าไปอยู่ในหัวใจของพนักงานทุกคน + พนักงานของคุณต้องเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์นั้น
4) มีความเฉพาะซึ่งจะช่วยให้เกิดการตัดสินใจและการแลกเปลี่ยน
5) มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
6) ง่ายต่อการสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว
* Passion สำคัญมากกว่า Idea
.
4. Communicate the Change Vision
– สื่อสารวิสัยทัศน์ออกไปให้ชัดเจน พูดถึงวิสัยทัศน์นั้น พร้อมเน้นยำกับพนักงานอยู่เสมอ เพราะการกระทำ สำคัญกว่าคำพูด พูดแล้วต้องทำให้ได้ (Walk the Talk) – ตัวอย่าง Speech ปลุกใจในเรื่อง ID4 หน้าที่ของผู้นำต้องทำแบบนี้ได้
.
ในช่วงแรกต้องทำการ Set Zero กรอบความคิด (Brand ที่ไม่ชัดเจน และสินค้าที่ไม่มีจุดเด่น ต้องได้รับการแก้ไข) สิ่งสำคัญที่ต้องทำ คือ
.
1) สร้างแบรนด์ให้ชัดเจนและโฟกัสในสิ่งที่เราต้องการจะบอก ทำให้คนรู้สึกถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับแบรนด์ (Brand’s Single Mind) ดึงดูดให้คนสนใจ พอคนเริ่มจำได้ ก็มีโอกาสซื้อสินค้า
.
2) ประเมินผล และส่งสัญญาณใหม่ผ่านช่องทางต่างๆ พี่แท็ปใช้เวลาครึ่งปีไปคุยกับผู้หญิงทั่วประเทศ เพื่อหา Mindset, Behavior ของกลุ่มลูกค้า เพื่อนำมาวิเคราะห์ แล้วก็มีข้อสังเกตว่า ผู้หญิงไทยมี Self-Esteem ในใบหน้าของตัวเองต่ำ คือผู้หญิงหลายคนอยากสวย แต่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง + มุมมองคนอื่นถูกบิดเบี้ยวจาก First-Impression คือถ้า First-Impression ดี อะไรดีๆจะตามมา
.
การทำ Behavior Research คือสิ่งสำคัญ เราต้องรู้ว่า เราสามารถไปแทรกขายของได้ตรงไหน, เช้า-เย็น ผู้หญิงต้องมีพิธีกรรม (แต่งหน้า) อะไรบ้าง, สินค้าสามารถเข้าไปแทรกตอนเช้า หรือ ระหว่างวันดี, การเข้าไปสังเกตเอง (Sit-in) จะได้ผลมากกว่า และที่สำคัญคือ เค้าพบว่า คนไทยชอบลองของ & ใจร้อน (ทามาสองวัน หน้ายังไม่ขาวเลย -> เริ่มลองอะไรใหม่ๆ), การสื่อสารที่ผู้บริโภคไว้วางใจมากที่สุด คือแบบ Peer-to-Peer และเดี๋ยวนี้คนไทยเชื่อ Beauty Blogger มากขึ้น (ในฐานะตัวแทนผู้บริโภค)
.
(ข้อ 5-8 ของ Kotter’s Change Model ไม่ได้ลงรายละเอียดต่อ) เลยขอเสริม กลเม็ดเคล็ดลับเพิ่มเติม
.
  • วิธีการเล่าเรื่องทั่วๆไป คือ Who we are -> What we sell -> How good it is พอลูกค้าได้ยินว่า Srichand แล้วก็ไม่ซื้อต่อเลย แต่พอลองเปลี่ยนการเล่าเรื่องเป็น What we sell -> How good it is -> Who we are ผลตอบรับดีขึ้นมาก
    .
  • วิธีทำงานร่วมกับคนที่มีความคิดล้าหลัง/คนสมัยก่อน พยายามจัดหน้าที่ให้เกิด Conflict น้อยที่สุด คือ ให้ทำงานด้วยกันน้อยๆแลัวมีคนกลางคอยมาไกล่เกลี่ย
    .
  • ทำอย่างไรถึงจะชนะใจคนที่อยู่มานาน + ประสบการณ์เยอะกว่าเรา >> ให้คิดว่าคนกลุ่มนั้นมี Value อะไรในตัว (ตัวอย่างเช่น ขยัน อดทน) ก็ทำให้พวกเขาเห็น ทำในสิ่งที่พวกเขาชอบ/ยึดถือ คือ บางครั้งก็ลงไปช่วยงานที่ไลน์การผลิตก็มี
    .
  • การส่งต่อ Vision ให้คนอื่น เป็นขั้นตอนที่ใช้เวลานาน
    .
  • วิธีค้นหางานที่อยากทำแบบง่ายๆ ให้ถามตัวเองว่า “ถ้าออกจากงานนี้แล้วจะไปทำอะไร” ถ้าตอบตัวเองไม่ได้ มันคือสิ่งที่เราทำอยู่นี่แหละ
    .
  • Mindset ของการทำงาน : สะสมความล้มเหลว เพื่อเป็นบันไดสู่ความสำเร็จ / เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เร่งหาทางแก้ไข ไม่โทษความพลาดของคนอื่น
    .
  • ถ้าอยากให้งานออกมาดีและแตกต่าง ต้องกล้าขอให้คนเก่งๆเข้ามาช่วยทำงาน + ถ้าเรามั่นใจกับ Professional แล้ว ต้องมั่นใจให้ถึงที่สุด ครั้งนึง พี่แท็ป เคยขอพี่ต่อ ธนญชัย ศรศรีวิชัย นักทำโฆษณาอันดับ 1 ของโลก มาช่วยทำโฆษณาให้ https://www.youtube.com/watch?v=kGi… ตั้งแต่นั้นมา ศรีจันทร์ก็ดังระเบิดจนถึงทุกวันนี้
    .

Comments

comments

Panupong Yokyongsakul

The Tourist Diary เกิดขึ้นจากความรักและความหลงใหลในเสน่ห์ของการเดินทาง-ท่องเที่ยวของผมและครอบครัว โดยมีจุดประสงค์เพื่อการบอกเล่าและแบ่งปันข้อมูล ประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยว ผ่านตัวอักษรและภาพถ่าย ในมุมมอง ความรู้สึก จากสายตาและหัวใจ ของนักเดินทางธรรมดาๆคนหนึ่ง ให้แก่เพื่อนเดินทางที่มีความต้องการในการเติมเต็มความฝันของชีวิตด้วยการท่องโลกใบนี้