JUMC Next 11 : Day 2 – Innovative Thinking – Storytelling

Day 2 – Innovative Thinking – Storytelling
.
วันนี้เริ่มเรียนอย่างจริงจังเป็นวันแรก โดยคลาสช่วงบ่าย อ.ธงชัย โรจน์กังสดาล จากภาควิชาวิศวกรรม คอมพิวเตอร์ จุฬาฯ ได้มาสอนพวกเราในเรื่อง “พลังของการคิดเชิงนวัตกรรม” The Power of Innovative Thinking (ถือเป็นเรื่องใหม่ที่เราได้เรียน เพราะปกติอาจารย์สอนเกี่ยวกับเทคนิคจำแม่นหรือ Mind Map เป็นหลัก)
.
สรุปประเด็นสำคัญที่ได้จากคลาสนี้
.
– หลักการ 5 ข้อ ในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ 1) การเชื่อมโยง 2) การตั้งคำถาม 3) การปฏิสัมพันธ์ 4) การทดลอง 5) การสังเกต โดยข้อ 2 การตั้งคำถาม คือสิ่งที่สำคัญมากๆ
.
– เรียนรู้เทคนิคการตั้งคำถาม : จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า… (What If) ผ่าน Workshop ระดมความคิดของเราลงไปใน Post-it วิธีการนี้ทำให้เราออกนอกกรอบ คิดอะไรแปลกใหม่ๆได้โดยไม่ยึดติดกับความจริงหรือกรอบความคิดเดิมๆ ตัวอย่างเช่น
1) จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า… มีคนติดอยู่บนดาวอังคารคนเดียว >> กำเนิดนิยายไซไฟ The Martian
2) จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า… รถยนต์ไม่ต้องใช้คนขับ >> Google & Uber กำลังคิดค้น Self-Driverless Car ขึ้นมา https://www.google.com/selfdrivingc…
3) จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า… ธนาคารไม่ต้องมีพนักงาน >> การมาถึงของระบบ Bitcoin และ Blockchain https://www.facebook.com/in.one.zar…
.
– 4 ป เทคนิคการพัฒนาไอเดียใหม่
1) ปรับปรุง (Improve) – ทำให้ดีขึ้น หรือ ตัดบางอย่างออก (เช่น พัดลมไร้ใบพัด)
2) เปลี่ยนแปลง (Transform) – นำไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่จุดมุ่งหมายเดิม (เช่น หูฟังพันรอบปากกาใช้แล้ว, ตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญเปลี่ยนเป็น Office ติดตั้ง Wifi เข้าไปทำงานได้, เอาตึกเก่าๆมาทำ Boutique Hotel)
3) ประสมประสาน (Combine) – เอาหลายๆอย่างมารวมกัน (เช่น Internet of Things อุปกรณ์ต่างๆสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ สมาร์ทโฟน ทำได้สารพัดอย่าง)
4) ปฏิวัติ (Disrupt) – ทำให้ของเดิมล้าสมัยโดยสิ้นเชิง (เช่น เครื่องพิมพ์ดีด ถูกแทนที่ด้วยคอมพิวเตอร์ วีดีโอม้วน ถูกแทนที่ด้วย DVD/ระบบดูหนังออนไลน์) โดยการปฏิวัตินี้ ทำให้เกิดผลกระทบอย่างมหาศาล คือ แทบจะทำให้บางธุรกิจสูญหายไปจากโลกเลยทีเดียว
.
จบจากส่วนของอาจารย์ธงชัย มี Guest Speaker อาจารย์กล้วย จาก Banana solution ขึ้นมาให้แนวคิดดีๆเกี่ยวกับการพัฒนาความคิด
.
โดยอาจารย์กล้วย เป็นที่รู้จักมากจากวิชาจีบที่จุฬา (เป็นวิชาที่คนแย่งกันเรียนมากที่สุด) และเพิ่งได้ให้สัมภาษณ์จากสื่อต่างๆไปเมื่อไม่นานมานี้ ทุกวันนี้คนเราถูกสอนให้คิดอย่างเดียว คิดตลอดเวลา พอคิดมากๆ ก็เกิดความเคยชิน ปรุงแต่ง ปล่อยให้ความคิดขยะเข้ามาโดยไม่รู้ตัว สามารถแก้ได้โดย ลองทำตัวเป็นเด็กๆบ้าง รู้จักการปล่อยวาง ไม่ยึดติด ทุกอย่างอยู่ที่ความคิดเรา ถ้าเราสามารถกำจัดความคิดขยะๆได้ ชีวิตเราจะดีขึ้นมาก
Think floor floor ซะบ้างนะนิสิต
.
IMG_0417_resize
.
ช่วงเย็นมีคลาสของคุณพิ พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน แห่ง Glow: The Power Story ที่มาแชร์สิ่งที่เป็นประโยชน์ให้พวกเราเกี่ยวกับ “Presentation & Storytelling” ในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าหาคน การนำเสนอ การขายสินค้า และอื่นๆอีกมากมาย หัวใจหลักของการนำเสนอและเล่าเรื่องราวประกอบด้วย 5W + 1H คือ
.
1) Why – ทำไมถึงต้องเริ่มเล่า?
กำหนดเป้าหมายการเล่าเรื่อง เราเล่าไปเพื่ออะไร? (กระชับความสัมพันธ์ เพิ่มยอดขาย หรือ เปลี่ยนความคิด/พฤติกรรม)
.
2) Who – ใครคือเป้าหมายของคุณ?
หา Target Audience โดยนึกถึง “Persona” (คนที่เราต้องการจะสื่อสารด้วย ให้คำนึงถึง เพศ อายุ รูปลักษณ์ภายนอก การศึกษา ลักษณะนิสัย ความชอบต่างๆ เอาให้ละเอียดที่สุด) และ ใช้ “CLIP” หรือลิสต์คำถามที่ต้องถามจาก Persona นั้นๆ โดย CLIP ย่อมาจาก – Channel = ช่องทางการสื่อสาร (Offline เช่น โทรตรงๆ, เคาะประตูขาย, ลงหนังสือพิมพ์, ทีวี / Online เช่น Facebook, Instagram, Youtube, Pinterest) – Language = ภาษาที่ใช้ การใช้คำ ต้องพิจารณาสามสิ่ง คือ Wording (การใช้คำ) Mood & Tone (อารมณ์ โทนเสียง) และ Technical Terms (คำเฉพาะ) – Interest = ความสนใจ ลงลึกไปถึงระดับ Need ไม่ใช่แค่ Want (ตัวอย่างเช่น ชอบหนังรัก อาจแปลว่า ชอบผู้ชายอบอุ่น / ชอบไปฟิตเนส อาจแปลว่า รักสุขภาพ หรือไปแอ๊วหนุ่ม 555+) ต้องเอาให้ชัดเจน – Problem = ปัญหาของชีวิต หากเราเข้าใจปัญหา หรือ Pain Point ของผู้อื่น มันคือ โอกาสของเรา
.
3) What – ต้องการจะบอกอะไร?
หลักการ KFC สำหรับการสร้างเรื่องราวหรือสิ่งที่จะพูดกับคนอื่น
Key Message = ประโยคหลัก/สิ่งที่เราต้องการจะขาย แต่เราต้องเข้าใจ Product ของตัวเองก่อน
Find Your Story = ตัวอย่างเรื่องราวมาเล่าเพื่อโน้มน้าว เราเชื่อว่าทุกคนมีเรื่องเล่าในตัวเอง
Call to Action = จะบอกให้ทำอะไร เช่น บอกว่าซื้อได้ที่ไหน ติดต่อได้ที่ใคร
.
4) How – เล่าอย่างไร?
หลักการ PPP สำหรับการเล่าเรื่องให้ปัง และโดนที่สุด
Purpose = นำพาเราไปสู่สิ่งที่เราต้องการจะบอก + ต้องตอบโจทย์สังคมส่วนรวมด้วย (Speaker Goal + Audience Need + Better Society) ต้อง Win-Win-Win ด้วยกันหมด
Plot = โครงเรื่อง Outline ต่างๆ ทำให้คนอ่านติดตามได้ง่าย มีวิธีเล่าเรื่อง 3 แบบ คือ
     >> Mean of Persuasion by Aristotle แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ Pathos (อารมณ์ ความรู้สึกเป็นตัวนำ ตัวอย่างโฆษณา ประกันชีวิต สเปรย์ระงับกลิ่นกาย ใช้แล้วหล่อ), Logos (อ้างหลักฐาน งานวิจัย สถิติ เช่น TVDirect รับประกันความพอใจ คืนเงินได้ใน 30 วัน) และ Ethos (สร้างความน่าเชื่อถือ เช่น พี่ติงลี่กินซุปไก่สกัด)
     >> Hero’s Journey วิธีดำเนินเรื่องเหมือนหนังส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ (พระเอกออกเดินทาง เจอด่านทดสอบ ได้เพื่อนใหม่ เจออุปสรรคครั้งใหญ่ แล้วก็ผ่านพ้นมาได้ ได้แง่คิดในตอนจบ)
     >> Golden Circle เล่าจากเหตุ > ขั้นตอน > ผล – ตัวอย่างวิธีนี้ คือ การเล่าเรื่องแบบ Apple | เหตุ = ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกให้คนเข้าถึงกันได้มากขึ้น / ขั้นตอน = สมาร์ทโฟน สินค้าใช้ง่าย มีประสิทธิภาพ ทำได้หลายอย่าง / ผล = ซื้อ iPhone สิครับ รออะไร (สตีฟ จ็อบส์ ไม่ได้กล่าวไว้)
Persuasion = การโน้มน้าวเชิญชวน โดยการใช้คำพูด/ไม่ใช้คำพูด เช่น ภาษากาย รูปภาพ วีดีโอ ฯลฯ
.
5) When & Where – เมื่อไร ที่ไหน?
เล่าเรื่องขึ้นอยู่กับเวลาและสถานที่ (เล่าให้ถูกกาลเทศะนั่นเอง)
โดยคลาสช่วงเย็นนี้มีกิจกรรมสนุกๆ (ให้หาแฟนในอุดมคติ) ระหว่างบรรยาย 5 หลักการนำเสนอ เฮฮากันมาก ตาสว่างเลยทีเดียว
.
.
ขอปิดท้ายด้วยเรื่องเล่าให้ข้อคิดดีๆเกี่ยวกับ การปรับตัวในโลกปัจจุบันนี้ (ที่หมุนเร็วมากเหลือเกิน)
สองสหายนักเดินป่า ขณะตั้งแคมป์ ก็ไปเจอกับหมีสีน้ำตาลตัวมหึมาผู้หิวโหย ชายคนแรก .. รีบเหวี่ยงเป้สะพายหลังลงกับพื้นแล้วลงมือรื้อเป้อย่างสุดชีวิต ก่อนควักรองเท้าผ้าใบขึ้นมาได้คู่หนึ่ง จากนั้นจึงลนลานสวมรองเท้าทันที ชายคนที่สอง .. พอเห็นดังนั้นก็เกิดความไม่เข้าใจอย่างรุนแรง จนต้องเอ่ยปากถามขึ้น ..เฮ้ย แกจะมาทำบ้าอะไรตอนนี้เนี่ย รองเท้าผ้าใบไม่ทำให้แกวิ่งชนะหมีได้หรอกนะ.. ชายคนแรก ผูกเชือกรองเท้าเสร็จพอดี จึงเงยหน้าขึ้นมาตอบ .. ” ข้าไม่ได้อยากจะวิ่งชนะหมีหรอก แค่วิ่งชนะแกได้คนเดียวก็พอแล้ว ” จากนั้นเขาก็ออกวิ่งสุดชีวิต
.
รองเท้า ในที่นี้ หมายถึง นวัตกรรม ส่วน หมี หมายถึง การเปลี่ยนแปลง หากเราไม่รีบใส่รองเท้าแล้วเริ่มต้นออกวิ่ง – ปรับตัวเข้ากับนวัตกรรมใหม่ๆ ก็จะถูกหมีวิ่งไล่เข้ามาเรื่อยๆ – ไม่ช้าก็เร็ว เราก็หลักหนีการเปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่ดี ฉะนั้น เราควรเริ่มต้นเปลี่ยนชีวิตตัวเองก่อนที่โลกจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตเรานะครับ

Comments

comments

Panupong Yokyongsakul

The Tourist Diary เกิดขึ้นจากความรักและความหลงใหลในเสน่ห์ของการเดินทาง-ท่องเที่ยวของผมและครอบครัว โดยมีจุดประสงค์เพื่อการบอกเล่าและแบ่งปันข้อมูล ประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยว ผ่านตัวอักษรและภาพถ่าย ในมุมมอง ความรู้สึก จากสายตาและหัวใจ ของนักเดินทางธรรมดาๆคนหนึ่ง ให้แก่เพื่อนเดินทางที่มีความต้องการในการเติมเต็มความฝันของชีวิตด้วยการท่องโลกใบนี้