แชร์ประสบการณ์เรียน MBA ระยะสั้น 1 เดือน : โครงการ Junior MBA Chula ( JUMC Next )

ตามติดชีวิตเด็ก JUMC กับ 1 เดือนในโครงการ Junior MBA Chula ( JUMC Next )

ประมาณ 2 ปีที่แล้ว ผมเคยได้ยินโครงการนึงซึ่งจำลองการเรียน MBA ระยะสั้น 1 เดือน ที่จุฬาฯ มารู้ชื่อทีหลังว่า Junior MBA Chula หรือ JUMC Next จัดขึ้นโดยสมาคมนิสิตเก่า MBA จุฬาฯ ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาถึง 11 ปีแล้ว พอได้ยินเพื่อนๆที่ไปเรียนเล่าให้ฟัง ได้เห็นรุ่นพี่ปีก่อนๆเรียน ก็เลยเริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมา จนกระทั้งได้มีโอกาสเข้าไปเรียนจริงๆ พอจบโครงการ เห็นหลายคนถามเข้ามากันเยอะมากว่า โครงการนี้เป็นยังไงบ้าง มันดีมั้ย อยากเรียนต้องทำไง ฯลฯ วันนี้เลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการ JUMC Next ให้หลายๆคนได้อ่านกัน

JUMC Next คืออะไร?

JUMC หรือ Junior MBA Chula คือ คอร์สระยะสั้นที่จำลองการเรียน MBA เพื่อเข้าใจภาพรวมของเนื้อหา ซึ่งประกอบด้วยวิชาต่างๆ เช่น การเงิน การบัญชี การจัดการ การบริหาร การตลาด ฯลฯ เสริมด้วยกิจกรรมต่างๆทั้งในและนอกสถานที่ ซึ่งปีที่ผ่านมาโครงการได้รีแบรนด์จาก JUMC มาเป็น JUMC Next เพื่อเน้นเรื่อง Academic และปรับหลักสูตรให้เข้ากับผู้เรียนมากขึ้น

เรียนที่ไหน กี่โมง?
เรียนกันที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ (เผื่อใครไม่รู้ ให้มาลง MRT สามย่าน ออกจากจามจุรีสแควร์ ก็ถึงเลย)

โครงการนี้เรียนตลอดเดือนมิ.ย. ตั้งแต่ บ่ายโมง จนถึง สามทุ่ม (มีพักเบรคช่วง สี่โมง-หกโมง) บางเสาร์อาทิตย์ก็มีกิจกรรม เรียกได้ว่า แทบจะเต็มเดือนมิ.ย. เลยแหละ


JUMC NEXT กับ JUMC WoW ต่างกันยังไง?
เป็นคำถามยอดฮิตจากทางบ้าน ถามกันเข้ามาเยอะมาก ต้องบอกก่อนเลยว่าทั้งสองโครงการมีความแตกต่างกันชัดเจนทั้งกลุ่มเป้าหมายและวัตถุประสงค์การเรียน

JUMC Next
– ผู้สมัครมีอายุไม่เกิน 27 ปีบริบูรณ์ในวันที่ปิดรับสมัคร 18 มีนาคม 2560
– ผู้สมัครมีหรือไม่มีประสบการณ์ทำงานก็ได้
– มีวัตถุประสงค์ เพื่อแนะนำหลักสูตร MBA พ่วงด้วยกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนได้มีเพื่อนใหม่ๆเพิ่มขึ้น

JUMC Wow
– ผุ้สมัครอายุไม่เกิน 35 ปี
– ผู้สมัครต้องมีประสบการณ์ในการทำงาน บริหารงาน หรือทำธุรกิจ
– มีวัตถุประสงค์ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์การทำงานกับผู้อื่น รวมถึงการสานสัมพันธ์เพื่อต่อยอดทางธุรกิจในอนาคต

สรุปสั้นๆคือ JUMC Next เหมาะสำหรับเด็กจบใหม่หรือคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน ประสบการณ์ไม่เกิน 4-5 ปี ส่วน JUMC WoW เน้นสำหรับคนที่เป็นผู้ประกอบการหรือมีธุรกิจส่วนตัวครับ

หนึ่งเดือนทำอะไรบ้าง
เนื่องจาก เราเรียนกันแค่ 1 เดือน กับเนื้อหาของ MBA ซึ่งเยอะมากกกก ฉะนั้น เราจะได้ทำอะไรที่มากกว่า แค่มานั่งเรียนในคลาส แล้วก็กลับบ้านไป (คอนเซปต์ มาเรียน JUMC ห้ามสบาย นะจ๊ะ) มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง
1. MBA Lectures โดยอาจารย์จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ รวมถึงอาจารย์จากคณะอื่นๆ
แต่ละวันของการเรียนประกอบไปด้วย Lecture ที่มีเนื้อหาวิชา MBA เช่น Marketing Management, Financial & Management Accounting, Consumer Behavior Research, Supply Chain, Operation Management และอีกมากมาย

ซึ่งปกติวิชาเหล่านี้จะเรียนกันเป็นเทอมๆ แต่ JUMC Next ย่อให้เหลือแค่ 3 ชั่วโมง !!! (เร็วแค่ไหน ถามใจเธอดู) ฉะนั้น เราจะได้สัมผัสแค่ Intro หรือน้ำจิ้มของแต่ละวิชาเท่านั้นเอง แต่เอาเข้าจริง ผมคิดว่า ถ้าตั้งใจฟังเก็บรายละเอียดดีๆก็ได้อะไรกลับไปเยอะนะ บางวิชาคือได้แก่นสาระกลับไปเลย ถ้าสนใจก็กลับไปศึกษาค้นคว้าต่อเองได้
ตัวอย่างเช่น คลาส Service Marketing โดยอาจารย์เอกก์ ภัทรธนกุล ผู้เชี่ยวชาญด้าน Branding ที่เคยขึ้นไปพูดบนเวที TEDxChulalongkornU เมื่อปลายปีที่แล้ว

นอกจากนี้ยังมีอาจารย์ท่านอื่นๆ ที่แวะเวียนมาให้ความรู้กับพวกเรา ซึ่ง MBA Lectures นี้ถือเป็นแกนหลักของโครงการนี้เลยก็ว่าได้ครับ
นอกเหนือจากหลักสูตร MBA ยังได้เรียนวิชาอื่นๆที่น่าสนใจ เช่น Innovative Thinking / Mind Map โดยอาจารย์ธงชัย โรจนกังสดาล จากภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาฯ

2. Guest Speakers
สลับกับเนื้อหาวิชาของ MBA แต่ละวันก็จะมีวิทยากรรับเชิญทั้งจากส่วนของ Corporate และ Entrepreneur เข้ามาบรรยาย ถ่ายทอดประสบการณ์ ให้แง่คิดเกี่ยวกับธุรกิจแก่น้องๆในคลาส เป็นช่วงที่ได้เปิดรับความคิดอะไรใหม่ๆ อีกทั้งเป็นคลาสที่เต็มเปี่ยมไปด้วย Passion และแรงบันดาลใจ (ออกจากห้องไป ไฟลุกท่วมกันทุกคน)
Speaker หลายๆท่าน ถ้าไปฟังข้างนอก เสียตังค์แพงมาก แต่มาฟังใน JUMC Next ฟรีครับ !! ผมคิดว่านี่คือหนึ่งในสิ่งดีงามที่ได้รับจากโครงการนี้

ตัวอย่าง Speaker ที่ให้เกียรติมาบรรยายใน JUMC Next 11 ได้แก่
– เสี่ยยักษ์ (Investment Analysis)
– คุณรวิศ หาญอุตสาหะ – ศรีจันทร์ (Creative Business)
– คุณไผท ผดุงถิ่น – BUILK (Startup)
– คุณสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล จากสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ISMED (Entrepreneurship)
– พี่เอ แห่ง A-Academy (Personal Finance)
– พี่ศานนท์ แห่ง Once Again Hostel (Social Enterprise) รวมถึงวิทยากรท่านอื่นๆ

ตัวอย่าง Lecture จากคลาส Investment Analysis ของเสี่ยยักษ์ที่ได้จดไว้

3. กิจกรรมกับรุ่นพี่
ตัวอย่างเช่นกิจกรรม JUMC P’ พบ JUMC Next, JUMC WoW พบ JUMC Next, Business Game ได้ทำความรู้จักกับรุ่นพี่ๆที่มาจากหลากหลายอาชีพ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงาน/ทำธุรกิจ อีกทั้งเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นสู่รุ่น

4. ทริปดูงาน
แต่ละปี ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้มีโอกาสไปดูงานตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งปีเราได้ไปดูงานที่ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ ได้เห็นขั้นตอนการออกสลากออมสิน แถมได้ลองหมุนด้วยตนเอง มันส์ดีอ่ะ

5. ทริปต่างจังหวัด
ช่วงสัปดาห์แรกของโครงการ เรามีได้ออกต่างจังหวัดเพื่อไปทำกิจกรรม แนวๆ Team Building ละลายพฤติกรรม ร่วมกันกับเพื่อนๆ พี่ๆใน JUMC เป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานอย่างแท้จริง ไปทริปกลับมาทำให้คนใน JUMC สนิทกันเร็วขึ้นมาก
6. กีฬาสี
ใครที่คิดว่ามาเรียน JUMC แล้วมีแต่เรื่องเรียนๆ คิดผิดแล้ว! เรายังมีกีฬาสีด้วยนะ หนึ่งวันที่ชาว JUMC Next ได้มาแสดงพลัง และออกกำลังกายกันอย่างเต็มที่

7. Project NEXT
โปรเจคใหญ่ของโครงการ โปรเจคที่เราจะได้งัดเอาประสบการณ์ ทักษะความรู้ที่ได้จากการเรียน มาเริ่มต้นสร้างธุรกิจในแบบฉบับของเราเอง เรียกได้ว่าทำทุกอย่างตั้งแต่เขียนแผนธุรกิจ ทำการตลาด ไปจนถึงการประยุกต์ไปใช้จริง ด้วยภายใต้ข้อจำกัดเรื่องงบประมาณและเวลา การได้มาทำงานร่วมกับเพื่อนๆ ช่วยกันสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ด้วยกัน เป็นอะไรที่โคตรน่าท้าทาย
นอกจากนี้จะเป็นกิจกรรมยิบย่อยๆสอดแทรกระหว่างวิชาเรียน เช่น แนะนำตัว, เล่น Buddy  จะเห็นว่าเป็น 1 เดือนที่อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมเยอะจริงๆ
เพื่อนที่มาเรียน JUMC Next เป็นยังไงบ้าง?
ประชากรใน JUMC Next เรียกได้ว่า ที่สุดแห่งความหลากหลาย เป็นโครงการที่มีทั้งคนจบหมอ เภสัช บัญชี วิศวะ อักษร สถาปัตย์ นิเทศ นิติ ฯลฯ มาอยู่รวมกันในที่เดียวกัน

ถ้าแบ่งตามอาชีพการงาน JUMC Next มีครบเลย ทั้งคนที่ทำงานประจำในองค์กรต่างๆ คนที่มีธุรกิจส่วนตัว รวมถึงอาชีพที่ไม่ค่อยมีใครคาดคิดว่าจะมีอย่างเช่น พิธีกร นักแสดง บล็อกเกอร์ คนทำ Startup แม่ค้าขายของออนไลน์ ฯลฯ ขณะที่อีกหลายคนเคยผ่านเวทีระดับประเทศ ระดับโลกมาแล้ว

ด้วยความหลากหลายนี้ คนใน JUMC สามารถเข้ามาเติมเต็มส่วนที่เราขาดได้ เหมือนได้มาเจอจิ๊กซอว์ที่ขาดหายไป ฮิ้วว !!!

การมาเรียน JUMC เหมือนเราได้เข้ามาอยู่ในโลกอีกใบ ที่ถ้าหากไม่ได้มาเรียน คงยากที่จะได้รู้จักกับกลุ่มคนเหล่านี้จริงๆ

ต้องยอมรับว่า แต่ละคนประสบการณ์โชกโชน ผ่านอะไรมาเยอะมากๆ บางคนเป็นเจ้าของธุรกิจแล้ว ทั้งๆที่เพิ่งจบไม่นาน อายุแค่ 22-27 ปีเท่านั้นเอง

เนื่องจากอายุที่ไม่ห่างกันเท่าไร ทำให้คนใน JUMC สามารถกลมกลืน เข้ากันได้เร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มจะสนิทกันมาก ไปไหนไปกัน ปรึกษาเม้าท์มอยได้ทุกเรื่อง

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา น่าเสียดายที่เวลาน้อยไปหน่อย ยังรู้จักกันไม่ครบเลย ><  โครงการจบแล้ว แต่มิตรภาพของเรายังไม่จบ พวกเราก็ยังมีนัดกินข้าวไปเที่ยวกันอยู่เรื่อยๆนะ


คนที่มาเรียน JUMC Next ควรเป็นคนแบบไหน?
เนื่องจากโครงการนี้ ส่วนใหญ่เน้นเรื่องกิจกรรมเป็นหลัก (Activity-Based) ผมคิดว่าคนที่มาเรียน ควรจะเป็นคนที่ค่อนข้าง Active ในตัวเองระดับนึง คือ พร้อมที่จะเรียนรู้เปิดรับสิ่งใหม่ๆ เปิดใจรู้จักคนรอบข้าง ให้ความสำคัญกับงานส่วนรวม และพร้อมแชร์ความรู้หรือประสบการณ์ให้กับคนอื่นๆ

// อันนี้คหสต อยากให้คนที่ติดเข้าโครงการมา ใช้โอกาสที่ได้นี้ให้คุ้มค่า ตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน พยายามมีส่วนร่วมกับโครงการให้ได้มากที่สุด เชื่อว่า เราจะได้อะไรกลับไปเยอะแน่นอน ฟันธง !!!


อยากสมัคร JUMC Next ต้องทำยังไง?
เนื่องจากแต่ละปี มีคนสนใจเข้าร่วมโครงการเยอะมากกก อย่างปีที่แล้ว คนสมัครเข้ามากว่า 800 คน เหลือเข้าโครงการแค่ 88 คน ขั้นตอนการคัดเลือกคนก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

โดยปีนี้ (JUMC Next 12) มีรูปแบบการรับสมัครเหมือนกับรุ่นที่แล้ว คือ
รอบแรก ส่งใบสมัครทางออนไลน์ คัดเลือกรอบแรกจากใบสมัคร
รอบที่สอง สอบข้อเขียน (วัดความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธุรกิจ และ Case Study)
รอบที่สาม สอบสัมภาษณ์กับคณะอาจารย์และตัวแทนจากสมาคมนิสิตเก่า MBA จุฬาฯ

ต่อจากข้อที่แล้ว หลายๆคนอาจนึกในใจ “อ้าว ถ้าเราไม่ใช่เด็กกิจกรรม จะมีอะไรไปเล่าล่ะ?” ไม่ว่าจะทำกิจกรรมมามากน้อยแค่ไหน เชื่อว่าทุกคนมีสตอรี่เป็นของตัวเองอยู่แล้วครับ ขึ้นอยู่กับว่า เราสามารถหยิบเอาประสบการณ์ที่ผ่านมา มาถ่ายทอดได้ยังไง ให้น่าสนใจได้มากน้อยแค่ไหน

รู้ลึก รู้จริงในสิ่งที่ตัวเองทำ คือสิ่งสำคัญที่สุด

เรียนจันทร์-ศุกร์ ทั้งเดือน แล้วคนที่ทำงานประจำอยู่ล่ะ ทำยังไง?
ถ้าเกิดติดเข้าโครงการ เตรียมเคลียร์งานให้เรียบร้อยก่อนมาเรียน ลองคุยกับทางบริษัทก่อนว่า ขอลางานหนึ่งเดือนมาเรียนได้มั้ย เราจะได้อะไรจากโครงการนี้ (คิดว่าเกือบทุกแห่งไฟเขียวให้มาเรียนอยู่แล้ว) ทั้งนี้อยู่ที่ความมุ่งมั้นตั้งใจล้วนๆ ผมเห็นหลายๆคนสามารถลางาน Leave Without Pay มาเรียนได้นะ

คิดว่า JUMC Next ดีไหม?
บอกเลยว่า ดีงามและคุ้มค่าที่ได้มาเรียน

อย่างไรก็ตาม การมาเรียน JUMC 1 เดือน หลายคนบอกว่ามีเรื่องให้เราต้อง “เสีย”เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น

“เสียเวลา” – หนึ่งเดือนของแต่ละคน สามารถเอาไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับตัวเองได้เยอะแยะเต็มไปหมด โดยเฉพาะเวลานอน เวลาพักผ่อน คือ มาเรียน JUMC การกลับดึก นอนน้อย กลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญไปแล้ว

“เสียตังค์” – หลายคนลางาน Leave Without Pay มาเรียน เงินเดือนไม่ได้ แถมยังมีค่ากิน ค่าใช้จ่าย ค่าภาษีสังคม จิปาถะสารพัด (เอาจริงก็ไม่ขนาดนั้นอ่ะนะ แล้วแต่ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน)

“เสียสุขภาพ” – ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีโรคประจำตัว และป่วยง่าย เพราะตลอดหนึ่งเดือน เราแทบนอนกันไม่ค่อยเป็นเวลา เรียนบ่ายโมง-สามทุ่ม แต่เอาเข้าจริง พอเริ่มมีงานโปรเจคเข้ามาก็จะยิ่งดึกขึ้นๆ แถมเสาร์อาทิตย์ก็แทบไม่ได้พัก ยิ่งบางคนที่ต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย เหนื่อยสุดๆ

ประเด็นเหล่านี้ทำให้เกิดเครื่องหมายคำถามขึ้นในใจหลายต่อหลายครั้งว่า “แล้วมันคุ้มหรอวะ ที่มาเรียน JUMC?”

ผมคิดว่าการมาเรียน JUMC ทุกคนยินดีที่จะเสียทั้งสามอย่าง (เสียเวลา เสียตังค์ เสียสุขภาพ) เพื่อแลกกับความรู้ ประสบการณ์ และ ที่สำคัญคือ การได้รู้จักเพื่อนที่สนิทขึ้นมากที่สุดอีกกลุ่มนึง สำหรับเรา คิดว่ามันโคตรจะคุ้มค่ามากเลย


สุดท้ายแล้ว คิดว่า JUMC Next ได้ให้อะไรกับตัวเองบ้าง?

1. ความรู้/ทักษะ
อย่างที่เล่าให้ฟังไปตั้งแต่ต้นว่า ความรู้ทางธุรกิจ ได้ไปเต็มๆจากโครงการนี้ รวมถึงความรู้ที่อยู่ในรูปแบบประสบการณ์ผ่านการ Sharing ระหว่างคนในคลาสด้วยกัน สำหรับใครที่ลังเลว่าจะเรียน MBA ต่อไหม จบจาก JUMC Next จะทำให้เราตัดสินใจได้ทันที

2. สายใย/คอนเน็คชั่น
ใครจะไปคิดว่าคนที่มาจากหลากหลายคณะ หลากหลายอาชีพทั้ง 88 คน จะมาสนิทกันได้ยังไง แต่ JUMC Next ทำได้ว่ะ ! มิตรภาพที่เกิดขึ้นที่นี่ ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดเหมือนกันเปล่านะ ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นมิตรภาพที่ดีมากๆ รู้สึกอบอุ่นเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน

การที่มาเรียน แล้วได้เจอคนที่เก่งๆ นิสัยดี คนที่มี Passion คนที่ชอบอะไรเหมือนกันๆ คือกำไรที่ได้จากโครงการนี้เลย

3. พลัง/แรงบันดาลใจ
เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ได้รับไปเต็มๆจาก JUMC คือ พลังและแรงบันดาลใจที่เปี่ยมล้นมากๆ ทั้งจากอาจารย์ วิทยากรและเพื่อนๆ

ทัศนคติแนวคิดดีๆที่ได้จากโครงการ สามารถนำไปปรับใช้กับตัวเราเองและคนรอบข้างได้ หากใครที่กำลังไฟมอด สับสนในชีวิต ไม่รู้จะไปทางไหนต่อ

ผมคิดว่า JUMC Next คือเข็มทิศที่จะนำพาตัวเราไปสู่จุดหมายที่ต้องการได้ ทั้งยังเป็นแหล่งพลังงานชั้นดี เป็นเชื้อเพลิงที่จะช่วยให้ไฟชีวิตของเราลุกขึ้นมาอีกครั้งได้ครับ

——————————–

หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆที่สนใจโครงการ Junior MBA Chula: JUMC Next นะครับ
สามารถติดตามข้อมูลการรับสมัครรวมถึงความเคลื่อนไหวได้ทาง
Facebook >> www.facebook.com/JuniorMBAChula/ และ
JUMC NEXT Website  >> http://jumcnext.com/main.php

ในฐานะศิษย์เก่าโครงการนี้ ยินดีให้คำแนะนำสำหรับคนที่สนใจสมัครครับ ^^

Comments

comments

Related posts:

Share

Panupong Yokyongsakul

The Tourist Diary เกิดขึ้นจากความรักและความหลงใหลในเสน่ห์ของการเดินทาง-ท่องเที่ยวของผมและครอบครัว โดยมีจุดประสงค์เพื่อการบอกเล่าและแบ่งปันข้อมูล ประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยว ผ่านตัวอักษรและภาพถ่าย ในมุมมอง ความรู้สึก จากสายตาและหัวใจ ของนักเดินทางธรรมดาๆคนหนึ่ง ให้แก่เพื่อนเดินทางที่มีความต้องการในการเติมเต็มความฝันของชีวิตด้วยการท่องโลกใบนี้